นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศให้ยุติหรือเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ไทยและกัมพูชา อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ซึ่งนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงต่อ สื่อมวลชนว่า สาเหตุที่ยกเลิกเอ็มโอยูนี้ เพราะเห็นว่าลงนามมาถึง 8 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รับเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับ สมเด็จฯฮุน เซน และรัฐบาลกัมพูชา อาจทำให้มีผลต่อการพิจารณาดำเนินการตาม MOU “ผมขอยืนยันว่า ครม.ได้พิจารณารอบด้าน โดยได้หารือหลายฝ่าย ทั้งตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศ อาทิ ประธานฝ่ายไทย คณะกรรมาธิการเขตแดน (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา อธิบดีกรมสนธิสัญญา รวมทั้งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในด้าน อื่นๆ”

ถ้าเป็นไปตามคำรับรองของโฆษกรัฐบาลก็เป็นเรื่องดีทั้งในแง่ ไทยไม่เสียผลประโยชน์หรือตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และในแง่ที่ความสัมพันธ์ของไทยกัมพูชาไม่เสื่อมทรามจนสร้างความเดือดร้อนและ ความเสียหายในด้านต่างๆ แต่จนถึงวันนี้ ประชาชนคนไทยก็ยังไม่ได้รับรู้อย่างเป็นกิจจะลักษณะจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยู ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลบริเวณอ่าวไทยซึ่งมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มูลค่ามหาศาล ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ขอยกเลิกนั้น จะยกเลิกได้หรือไม่หากรัฐบาลกัมพูชาไม่เห็นพ้องด้วย หรือถ้าหากยกเลิกได้จริงๆ จะเกิดผลดีต่อประเทศไทยอย่างไร หรือว่า สุดท้ายแล้วไทยจะต้องตกเป็นฝ่ายเสียบรัฐบาลกัมพูชา

นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ผู้ที่ไปลงนามร่วมกับฝ่ายกัมพูชาในเอ็มโอยูฉบับดังกล่าว ได้ตั้งข้อสังเกตุว่า การยกเลิกเอ็มโอยู ถามว่าจะมีประโยชน์อะไร “ถ้าเราไม่อยากเจรจา เราก็ไม่ต้องเรียกประชุม เราก็ประกาศว่าตอนนี้เราประท้วง เราหยุดการเจรจา ก็แสดงเจตนารมณ์ไป ไม่ต้องยกเลิกเอ็มโอยู ความจริงไม่มีการเจรจามา 2 ปีแล้ว เพราะไม่ถูกกันและ 8 ปีที่ผ่านมาก็ยังตกลงกันไม่ได้เลย ยกเว้นเรื่องสำคัญซึ่งผมไม่เคยพูดที่ไหนมาก่อนเพราะฝ่ายกัมพูชาขอเอาไว้…”

สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาขอไว้ไม่ให้นายสุรเกียรติ์พูด ได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้วจากปากนายสุรเกียรติ์เมื่อ 2 วันก่อน เป็นเรื่องของ แผนผังที่อยู่ด้านหลังเอ็มโอยูนี้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ในสิ่งที่ต้องการ นั่นคือ ในการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยเรื่องการเจรจาเส้นเขตแดนทางทะเลทางฝ่าย กัมพูชาขีดเส้นบริเวณผ่านเกาะกูดว่าเป็นของกัมพูชา แต่นายสุรเกียรติ์แย้งว่าเป็นไปไม่ได้อย่างไรในเมื่อเกาะกูดเป็นของไทย แต่พอลงน้ำกลับเป็นของกัมพูชาจนสมเด็จฯฮุน เซน บอกกับตนว่า ตกลงเรื่องอธิปไตยเกาะกูดยอมรับว่าเป็นของไทย ยอมปลดข้อเรียกร้อง จากนั้นก็ส่งแผนที่มาลากเส้นใหม่ “นั่นคือสิ่งที่เราได้เก็บใส่กระเป๋ามาแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศเพราะเขาบอกว่าเดี๋ยวผู้ใหญ่ฝ่ายเขาไม่พอใจ เอาให้เจรจาจบก่อนค่อยประกาศ ดังนั้น การยกเลิกเอ็มโอยู มันทำให้ของดีของเรา 3-4 ข้อหายไปด้วย ซึ่งกว่าจะได้มาก็แทบแย่ ถามว่าเราดูรอบคอบแล้ว หรือจู่ๆ จะเอาประโยชน์ของเราทิ้งน้ำไปทำไม เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการปลดล็อคกัมพูชา เขาก็แฮปปี้…”

การเปิดเผย “ความลับ” บางประการของนายสุรเกียรติ์เป็นคำถามที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์โดยเฉพาะกระทรวง การต่างประเทศในฐานะมีข้าราชการไปประชุมคณะกรรมการที่มีตัวแทนกัมพูชาเข้า ร่วมจะต้องออกมาอธิบายเพื่อความสร้างเข้าใจและความสบายใจของประชาชนคนไทย ทั้งประเทศว่าการยกเลิกเอ็มโอยูจะไม่เกิดผลเสียกับประเทศ แทนที่จะคอยฟังแต่การให้สัมภาษณ์หรือออกแถลงการณ์โต้ตอบกันไปมาของนักการ เมืองในประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำรัฐบาลไทย ผู้นำรัฐบาลกัมพูชา ฯลฯ ด้วยภาษาการเมืองแล้วก็เถียงกันว่าใครคือต้นเหตุของปัญหาซึ่งไม่รู้จะไปสิ้น สุดที่ตรงไหน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ มาตรการตอบโต้ใดๆ ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ข้าราชการประจำโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศต้องเป็น “เสาหลัก” ที่จะต้องรับผิดชอบเพราะถือเป็นฝ่ายปฏิบัติโดยตรงและรู้เรื่องมากที่สุด ดังนั้น จึงนิ่งเงียบไม่ได้ เพราะประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน

Ref; matichon.co.th

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ยอมยืนในที่สูง

ไม่ยอมมองภาพรวม หรือภาพกว้าง แต่กลับลงไปยืนข้างล่าง เล่นอยู่กับรายละเอียดปลีกย่อย

ภาพของนายกรัฐมนตรีจึงขาดท่วงทำนองของความสง่า!

ฝ่ายตรงข้ามจึงโจมตีว่าเด็ก

การแต่งตั้ง “ผบ.ตร.” ผู้นำสูงสุดขององค์กรตำรวจให้เสร็จสิ้น เป็นงานสำคัญ เป็นหน้าที่ซึ่งควรจะเรียบร้อย นายกรัฐมนตรีกลับไม่ทำ

นาย อภิสิทธิ์กลับไปไล่บี้ให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับผู้บัญชาการ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร.ให้เสร็จเสียก่อน

มีธรรมเนียมไหนปฏิบัติกัน ที่แต่งตั้งตำแหน่งระดับล่าง ก่อนขยับระดับบน

ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีควรตัดสินใจเสนอรายชื่อผู้ที่จะขึ้นเป็น “ผบ.ตร.” ให้ที่ประชุม “ก.ต.ช.” รับรองและเห็นชอบ

นายอภิสิทธิ์ควรบริหารจัดการกับตัวเอง และ “ก.ต.ช.” ให้ลงตัว ไม่ใช่ลอยไปลอยมา ปล่อยให้เรื่องที่คาราคาซังให้คาราคาซังต่อไป

คิดได้อย่างไรว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ต้องมี “ผบ.ตร.”

“ผบ.ตร.” เป็นผู้มีหน้าที่บริหารจัดการองค์กรตำรวจ เป็นผู้นำตำรวจ เหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำรัฐบาล

“ผบ.ตร.” จะต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางที่จะก้าวไปในวันข้างหน้าของตำรวจทั้งระบบ เป็นผู้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูง เป็นผู้จัดสรรงาน แบ่งหน้าที่ให้ผู้อยู่ในบังคับบัญชาระดับล่างลงมาร่วมกันขับเคลื่อนงานให้ บรรลุเป้าหมาย

องค์กรตำรวจ ไม่มี “ผบ.ตร.” ได้อย่างไร

จะตั้งใครเป็น “ผบ.ตร.” ก็ตั้งไป!

เพียงแต่ “ก.ต.ช.” ควรแต่งตั้ง ผบ.ตร.ให้เสร็จสิ้นก่อนที่ “ก.ตร.” จะประชุมแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับนายพล

ถ้า นายกรัฐมนตรีไม่ยืนอยู่กับพื้นข้างล่าง ไม่หยุมหยิมจุกจิกรายละเอียดปลีกย่อย หากแต่ยืนอยู่ข้างบน หรือบินสูงอย่างผู้มีมุมมองกว้างไกล กิจการงานทั้งหลายของรัฐบาลจะรุดหน้าพัฒนาไปมากกว่านี้

แต่ “อภิสิทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรีอีกแบบหนึ่ง

มุ่งรักษาเนื้อรักษาตัว

เหมือนคนที่คว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่แล้วไปปฏิบัติภารกิจมาทั้งวัน แต่ไม่อยากให้ผ้ามีรอยยับ !?!!

REF: matichon.co.th

ประชาชาติออนไลน์ สุดสัปดาห์ พาผู้อ่านไปพบ คู่รักคู่รส แห่ง พรรคเพื่อไทย “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ กับ “หนิม” จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ว่ากันว่า นี่คือ การเชื่อมตระกูลธุรกิจการเมืองเป็นทองแผ่นเดียวกัน บนความร่ำรวยและมั่งคั่ง หลายร้อยล้าน ใครอยากรู้ว่า เขาและเธอ TRUE LOVE หรือไม่รีบอ่านโดยพลัน

ก้าวสู่สภาหินอ่อนด้วยหน้าตาที่สวยหวานตามแบบฉบับสาวเหนือ เพียงสมัยแรกในการทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร “ยิ้ม” วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.เชียงราย ก็สามารถเฉิดฉายโลดแล่นเป็นดาวได้อย่างไม่ยากเย็น โดยเฉพาะความงามที่เธอพกพามาอย่างน่าเอ็นดู ระดับ “นางฟ้า”

“ยิ้มว่ายิ้มยังไม่ได้แจ้งเกิดหรือเป็นดาวสภา คำว่าดาวสภาจะต้องเป็นบุคคลที่เก่งจริงๆ แต่เราถือว่าเราเป็น ส.ส.ใหม่ เพิ่งเข้ามาสมัยแรก แค่เพียงปีกว่าๆ โอเค เรามีความกล้าแล้วก็อยากจะแสดงถึงจุดยืนและวิสัยทัศน์ของเรา เราเชื่อมั่นในข้อมูลที่เรามี ที่จะลุกขึ้นพูดในวันนั้น ยังไม่ได้เรียกว่าเป็นดาวสภา และคิดว่ายังไม่ได้แจ้งเกิด แต่เป็นการแซวเล่นเฉยๆ”

ส.ส.ยิ้ม ที่แจ้งเกิดจากการลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นที่ฮืออาอยู่ระยะหนึ่ง แต่ที่ทำให้ฮือฮามากกว่าการเป็น “นางฟ้า” คือข่าวการประกาศเข้าสู่ประตูวิวาห์ กับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หรือ “หนิม” ส.ส.รุ่นพี่ในพรรคเพื่อไทย จ.เชียงใหม่ ลูกชาย นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นับเป็นข่าวดีในช่วงปลายปีของพรรคเพื่อไทย

นี่คือที่มาของ“เตชะอมรธีราวิวัฒน์” หรืออีกนัยหนึ่งคือการดองญาติระหว่างทายาทตระกูลดัง 2 ตระกูล “เตชะธีราวัฒน์” จากเชียงราย กับ “อมรวิวัฒน์” จากเชียงใหม่      “ยิ้ม” เล่าให้ฟังย้อนหลังไปยังวันแรกที่ได้เจอกับ “หนิม” ว่า “รู้จักในฐานะพี่ เขาไปร่วมงาน คือตอนแรกจริงๆ  อากง หรือคุณปู่เสียกะทันหันเลย พี่เขาก็ไปร่วมงานศพ แล้วหลังจากนั้นก่อนลงหาเสียงก็ได้รู้จักกัน แล้วก็ให้คำแนะนำ คุณพ่อเป็นคนแนะนำให้รู้จักด้วยซ้ำ เพราะเขาอยู่ในวงการการเมืองด้วยกันนี่คะ คุณพ่อก็เหมือนเป็นรุ่นพี่ พี่หนิมก็เหมือนเป็นรุ่นน้อง เขาเข้ามาได้สมัยนี้เป็นสมัยที่ 3 เราก็เหมือนเป็นรุ่นน้อง เขาก็ให้คำแนะนำ ก็เป็นการผูกมิตรมาโดยตลอด เขาจะให้คำแนะนำให้คำปรึกษาตลอด”

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา “ยิ้ม” เปิดเผยเป็นครั้งแรกว่า มี “หนิม” อยู่เคียงข้างกายในระดับที่เรียกว่า “แฟน” ได้ปีกว่าๆ แล้ว โดยอธิบายชีวิตความรักช่วงนี้ว่า “ทุกคนนะคะถ้ามีคนอยู่ข้างๆเหมือนมีกำลังใจ เราเป็นกำลังใจให้ซึ่งกันและกันมากกว่า โดยเฉพาะพี่เขาเป็นผู้ใหญ่ เขาให้คำแนะนำดีหลายๆเรื่องในการเข้ามาสู่วงการการเมือง เขาเป็นคนมีความรู้ที่สามารถจะสอนเราในงานทางการเมืองได้ค่ะ ก็เรียกได้ว่า ดีใจที่มีคนคอยให้กำลังใจและคอยให้คำปรึกษา” ส.ส.หน้าหวานจาก จ.เชียงราย ปฏิเสธว่าการแต่งงานกับ ส.ส.หนุ่มหนิม จาก จ.เชียงใหม่ เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายฐานเสียงทางการเมือง แต่ต้องถือว่าเป็นเหตุบังเอิญแห่งรักมากกว่า “อันนั้นเขาเรียกว่าแต่งงานทางการเมือง (ฮา) ไม่ใช่คะ คุณพ่อ (วิสาร) สนิทกับคุณพ่อของพี่เขาอยู่แล้ว คือ ท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ไม่ได้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวเลย ต้องเรียกว่าเป็นเหตุบังเอิญที่ทำให้เรามาเจอกันในรัฐสภา เป็นเหตุบังเอิญที่ครอบครัวเราเป็นนักการเมืองทั้ง 2 ฝ่าย แต่ในอนาคตก็ยังไม่ทราบว่าจะเป็นไปในทางไหน เรียกว่าช่วยกันทำงานมากกว่า”   สำหรับ “หนิม” ว่าที่เจ้าบ่าว เมื่อได้ปรึกษา นายสมพงษ์ แล้ว ก็ได้รับคำแนะนำว่า ให้บอกกับสื่อไปเลย เพราะอย่างไรการแต่งงานก็เป็นเรื่องจริง “คงจัดงานแต่งงานที่กรุงเทพ” คือคำยืนยันที่ชัดเจนที่สุดนาทีนี้ของว่าที่เจ้าบ่าว ซึ่งมาคอยให้กำลังใจไม่ห่าง “ประชาชาติออนไลน์” เปิดกระเป๋าเงิน “หนุ่มหนิม” นั้น อู้ฟู่ สมเป็นลูกชาย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ “หนุ่มหนิม”  แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เมื่อครั้งที่เข้ารับตำแหน่ง ส.ส. 22 มกราคม 2551 ด้วยมูลค่ามากกว่า 131 ล้านบาท สินทรัพย์ประกอบด้วย  เงินฝาก 596,748.82 บาท ,เงินลงทุน 1 ล้านบาท ในบริษัท เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) หรือ TRUE จำนวน 1,000 หุ้น นอกจากนี้ยังมีที่ดิน ราคาประเมินแล้ว 114,921,800 บาท ,โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง 15 ล้านบาท ,ยานพาหนะ 1 คัน ราคา 1 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นมีทรัพย์สิน 132,518,548.80 บาท   ในขณะที่มีหนี้สินเป็นเงินกู้จากธนาคารและสถาบันอื่น 1,371,119.30 บาท ด้านฝั่ง “น้องยิ้ม” วิสาระดี สาวเมืองพาน จ.เชียงราย แจ้งต่อ ปปช.ว่ามีเงินฝาก 844,830.42 บาท,ที่ดิน 1.5 ล้านบาท ,ยานพาหนะ 1 คัน จำนวน 3 ล้านบาท โดยที่ไม่หนี้สิน รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 5,344,830.42 บาท อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ “จุลพันธ์” เป็นหนึ่งใน ส.ส.จำนวน 28 ราย ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาว่าไม่เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

หลังจากที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ และนายสมคิด หอมเนตร ร้องขอให้ตรวจสอบการกระทำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จำนวน 61 ราย เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการต่างๆ ที่เข้าลักษณะต้องห้าม และฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 48 ประกอบมาตรา 265(2) และมาตรา 265(4) ของรัฐธรรมนูญ อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ของบุคคลดังกล่าวสิ้นสุดลงตามมาตรา 106(6) ของรัฐธรรมนูญ   แม้ว่าล่าสุด กกต. ได้มีมติให้ นายมานิต  นพอมรบดี (ผู้ถูกร้องที่ 56) ซึ่งถือหุ้นบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 500 หุ้น และ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) จำนวน 4 ล้านหุ้น พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลว่า การถือครองหุ้นดังกล่าวของนายมานิต นพอมรบดี เข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 265ประกอบมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามมาตรา 182(7)ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ในขณะที่ “หนุ่มหนิม”  รอดหวุดหวิด  ถือหุ้นใน TRUE 1,000 หุ้น!!!
.. นี่คือ รักแบบ  TRUE LOVE  โดยแท้

ข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เปิดละเอียดยิบความสัมพันธ์ ราเกซ-เกริกเกียรติ-นักการเมือง ส. และเส้นทางเงินกู้บีบีซีผ่าน2บริษัทเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวนักการเมือง 160ล้านโยงขบวนการปั๊ม น.ส.3.ก ฉาว !!

ภายหลังจากนายราเกซ สักเสนา ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ (บีบีซี) ซึ่งหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศเมื่อสิบปีก่อน ถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา


การเดินทางกลับของนายราเกซได้นำมาซึ่งความยุ่งยากทางการเมือง  เนื่องจากพ่อมดการเงินกุมข้อมูลความลับของนักการเมืองกลุ่ม 16 ที่ถูกระบุว่าร่วมมือกับนายราเกซ และ นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่  ไซฟ่อนเงินออกจากบีบีซีหลายหมื่นล้านบาทจนนำไปสู่การพังทลายของแบงก์ขนาด ใหญ่ เมื่อสิบปีก่อน

พร้อมๆกับมีเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐสอบสวนขยายผลเอาผิดนักการเมืองให้ได้
แต่ดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์แกนนำรัฐบาลซึ่งเคยมีบทบาทในการตรวจสอบนักการ เมืองกลุ่ม 16 ในช่วงเดือนพฤษภาคม  2539 กลับเอามือซุกหีบ มากกว่าเทกแอคชั่น

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ซึ่งเคยอภิปรายอย่างดุดันถึงความหายนะของบีบีซีว่ามาจาก “เสือเตี้ย เสือตี๋ เสือยี้” กล่าวอ้อมๆแอ้มๆว่าเมื่ออภิปรายจบก็ถือว่าจบหน้าที่

ทำนองเดียวกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ  ยอมรับว่าข้อมูลสำคัญที่อยู่ในมือเป็นคำบอกเล่าของนายราเกซที่นายกอร์ ปศักดิ์ นายจุติ ไกรฤกษ์ และ นายพินิจ จารุสมบัติ เดินทางไปพบนายราเกซที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาคา เมื่อปี 2538 แต่ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานเอาผิดใครได้

มิต้องพูดถึงนักการเมืองกลุ่ม 16 ส่งคนใกล้ชิดออกมาปัดป้อง อย่างร้อนรน


นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย อดีตเคยได้รับมอบอำนาจรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องใน การกระทำผิดกรณีบีบีซี การันตีนายเนวิน ชิดชอบ เจ้านาย และ นายสุชาติ ตันเจริญ เพื่อนเจ้านายว่าเป็นเพียงลูกค้าธนาคาร  ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริต

นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ”ว่า เป็นเรื่องยากที่จะดำเนินคดีอาญากับนักการเมืองในข้อหาร่วมกันทุจริตเนื่อง จากอาจขาดอายุความ ส่วนการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับบีบี ซี ในช่วงนั้นเป็นช่วงก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540  อยู่ในช่วงกฏหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงนักการเมือง  ไม่ได้บังคับให้นักการเมืองต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ป.  ฉะนั้นการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินจึงกระทำไม่ได้


อย่างไรก็ตาม “ประชาชาติธุรกิจ”เปิดเส้นทางเงินกู้บีบีซีซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวนคดีทุจริต ออก น.ส.3 ก. จังหวัดหนองคายมานำเสนอบางส่วนดังนี้


เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2536 นักการเมือง ส. ได้ก่อตั้งบริษัท ซีล่าร์อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิส จำกัด ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท จำนวน 50,000 หุ้น ๆ ละ 100 บาท นักการเมือง ส. ถือหุ้นใหญ่ 27,500 หุ้น (55%) ที่เหลือ นายธนากร ปิติเสถียร น.ส.ปาริชาติ ชาลีเครือ นายเกษมสันต์ ศรีทองแท้ และ นางมะไข่ ซอร์


วันที่ 2 ธันวาคม 2536 บริษัท ซีลาร์ฯ เปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ บัญชีกระแสรายวัน 001-1-03362-0 จำนวนเงินขอเปิด 10,000 บาท การสั่งจ่ายเงินในบัญชี นายธนากร ปิติเสถียร และนายเกษมสันต์ ศรีทองแท้ เป็นผู้มีอำนาจลงนาม ทั้ง 2 คนในสมุดเช็ค พร้อมประทับตราบริษัท


กลางปี 2537 พยานจำนวนหนึ่งเห็นนักการเมือง ส. มาพบนายราเกซที่บีบีซี สำนักงานใหญ่  เชื่อว่ามาติดต่อขอกู้วงเงินระยะสั้นให้กับ บริษัทซีล่าร์ฯ และ บริษัทวินิเวศ
พยานคนหนึ่งให้การว่า นักการเมืองคนนั้นรู้จักกับนายราเกซมาก่อน โดยครอบครัวทางภรรยาของนายราเกซรู้จักกับครอบครัวของนักการเมืองรายนี้

วันที่ 10 พฤษภาคม 2537 พยานได้สั่งให้พยานอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานประจำสำนักงานบริหารเงินและวิ เทศธนกิจ  ทำบันทึกรายงานสรุปเรื่องขออนุมัติสินเชื่อให้กับ บริษัท ซีล่าร์ฯ ในวงเงิน 700 ล้านบาท พยานได้สั่งให้พยานคนหนึ่งติดต่อขอรายละเอียดกับนายเกษมสันต์
นายเกษมสันต์ได้นำรายละเอียดตต่างๆให้  แต่ไม่ได้ส่งรายละเอียด ผลการดำเนินงานของบริษัท เพราะเป็นบริษัทตั้งใหม่ ไม่มีผลการดำเนินงาน


บริษัทซีล่าร์ฯ อ้างว่าจะทำการซื้อหุ้นของบริษัท ฟีนิกซ์ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ (PPPC) จำนวน 6 ล้านหุ้น หรือ คิดเป็น 5% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด โดยใช้หุ้นที่จะซื้อเป็นประกันจำนวนหนุ้นละ 45 บาท ที่เหลือจะใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน โดยที่ดินประเมินโดยบริษัทประเมินราคา หลักทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท โดยให้จำนอง 71.6% ของมูลค่าคิดเป็นมูลค่าจำนอง 430 ล้านบาท


ปรากฏว่าพยานคนหนึ่งได้วิเคราะห์ข้อมูลและเสนอใบขออนุมัติสินเเชื่อแล้ว เสร็จในวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 (ภายในวันเดียว)  แล้วนำเสนอพยานอีกคนหนึ่ง และเห็นควรอนุมัติเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 เช่นเดียวกัน


นายเกริกเกียรติได้มีความเห็น “อนุมัติตามเสนอและจดจำนองที่ดินให้เรียบร้อยภายใน 30วัน” ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2537


ข้อเท็จจริง เห็นได้ชัดว่า  บริษัทซีล่ารฯกู้เงินจำนวน 700 ล้านบาทโดยไม่มีหลักประกัน แต่ผู้ลงนามขอกู้คือนายเกษมสันต์ และน.ส.ปาริชาติ ซึ่งถือหุ้นคนละ 500 หุ้นเท่านั้น และเป็นบริษัทตั้งใหม่ ประกอบกับขณะนั้นนักการเมืองส.ได้ถอนหุ้นออกจากบริษัทนี้ไปแล้วตั้งแต่วัน ที่ 8 ธ.ค. 2536 แต่นายเกษมสันต์ได้นำหนังสือผู้ถือหุ้นในขณะที่นักการเมือง ส. ถือหุ้น 55% มาเป็นข้อมูลในการขอกู้เงิน 700 ล้าน

สำหรับที่ดินที่บริษัทซีล่าร์ฯ ให้ ข้อมูลว่ามีที่ดินในอ.พรเจริญ จ.หนองคาย จำนวน 2,500 ไร่นั้น ขณะที่ขอกู้เงินจากบีบีซี ไม่ปรากฏว่ามีบริษัทซีล่าร์ฯมีที่ดิน จำนวนดังกล่าวอยู่ในอ.พรเจริญแต่อย่างไร แต่ได้นำที่ดินในเขตต.หนองหัวช้าง อ.พรเจริญ และ ต.คำแก้ว อ.โซ่พิสัย จ.หนิงคาย มาจดจำนองครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2537


ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2537 และ วันที่ 14 กันยายน 2537 บริษัทซีล่าร์ฯ ได้ซื้อที่ดินแล้วนำมาจดจำนองกับ บีบีซี  รวมมูลค่า 430 ล้านบาท

สำหรับกระแสเงิน มีความเคลื่อนไหวก่อนมาก่อนหน้านี้


เริ่มจากวันที่ 18 มกราคม 2537 บริษัท ซีล่าร์ฯ จ่ายเช็คเลขที่ 0854763  จำนวน 18 ล้านบาท สั่งจ่ายนักการเมือง ส. เป็นการเบิกเงินเกินบัญชีโดยใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แล้วนักการเมือง ส. นำฝากเข้าบัญชีของตนเองที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาลาดพร้าว 25

จากนั้นทะยอยโอนอีก 9 ครั้ง


วันที่ 2-3 มีนาคม 2537 บริษัท ซีล่าร์ฯ สั่งจ่ายเช็ค เลขที่ 0854765  จำนวน 15 ล้านบาท และ เลขที่ 0854766 จำนวน 20 ล้านบาท สั่งจ่ายนักการเมือง ส. โดยใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติ  แล้วนักการเมือง ส.นำฝากเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาลาดพร้าว 25


วันที่ 6 พฤษภาคม 2537 บริษัท ซีล่าฯ สั่งจ่ายเช็คเลขที่ จำนวน 6854767 15 ล้านบาท แล้วซื้อแคชเชียร์เช็ค สำนักงานใหญ่ เลขที่ สญ 0162803  โดยใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติ แล้วนักการเมือง ส. นำฝากเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาลาดพร้าว 25


วันที่ 17 มิถุนายน 2537 บริษัท ซีล่าร์ฯสั่งจ่ายเช็ค เลขที่ 0854769  จำนวน 10 ล้านบาท ให้นักการเมือง ส. โดยใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติ แล้วนักการเมือง ส. นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิการไทยสาขาลาดพร้าว 25


วันที่ 30 มิถุนายน 2537 บริษัท ซีล่าร์ฯสั่งจ่ายเช็คเลขที่  0854771 จำนวน 20 ล้านบาท ให้นักการเมือง ส. แล้วนักการเมือง ส.นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว 25

วันที่ 4 กรกฎาคม 2537 บริษัท ซีล่ารฯ สั่งจ่ายเช็คเลขที่  0854776 จำนวน 12.5 ล้านบาท ให้นักการเมือง ส. แล้วนักการเมือง ส.นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว 25


วันที่ 15 กรกฎาคม 2537 บริษัท ซีล่ารฯ สั่งจ่ายเช็คเลขที่ 1015861  จำนวน 20 ล้านบาท ให้นักการเมือง ส. แล้วนักการเมือง ส.นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว 25


วันที่ 27 กรกฎาคม  2537 บริษัท ซีล่ารฯ สั่งจ่ายเช็คเลขที่ 1015863  จำนวน 20 ล้านบาท  ให้นักการเมือง ส. แล้วนักการเมือง ส.นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว 25


วันที่ 24 สิงหาคม 2537 บริษัท ซีล่ารฯ สั่งจ่ายเช็คเลขที่ 1015868  จำนวน 900,000 บาท ให้นักการเมือง ส. แล้วนักการเมือง ส.นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว  25

สำหรับกรณีบริษัท วินิเวศ จำกัด


เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม  2537 นักการเมือง ส.มาติดต่อขอสินเชื่อวงเงินกู้ระยะสั้น  220 ล้านบาท โดยจะนำหุ้นสามัญที่ซื้อจาก บริษัท เทคโนดลยี  แอพพลิเคชั่น ประมาณ 10.4 ล้านหุ้น และที่ดิน มีราคาประเมินไม่ต่ำกว่า 157.2 ล้านบาท มาเป็นหลักทรัพย์คำประกัน นายเกริกเกียรติ อนุมัติวันที่ 18 กรกฎาคม 2537 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2537 บริษัทวินิเวศขอกู้เพิ่มอีก 102 ล้านบาท รวมวงเงินเดิม 322 ล้านบาท

ความเคลื่อนไหวทางการเงิน หลังจากบริษัทวินิเวศ เปิดบัญชีเมื่อวันที่ 28 กันายน 2537 วันเดียวกันบริษัทวินิเวศได้ถอนเงินสดและซื้อแคชเชียร์เช็คเข้าบัญชีคนใกล้ ชิด นักการเมือง ส. แล้วโอนเข้าบัญชีธนาคาร กสิกรไทยสาขาลาดพร้าว 25 จำนวน 15 ล้านบาท จากนั้นก็มีเงินเข้าบัญชีอีก 5 ครั้ง รวม 115 ล้านบาท และนักการเมือง ส.  จำนวน 5 ล้านบาท
รวมกระเงินที่เข้าบัญชีนักการเมือง ส. จาก 2 บริษัท ประมาณ 161 ล้านบาท
เงินบางส่วนถูกโอนเข้าบัญชีเงินฝากนักการเมืองคนหนึ่งใน จ.หนองคาย (ปัจจุบันสังกัดพรรคเพื่อไทย) เป็นค่าที่ดิน และ ปั๊มน.ส.3 ก. โดยใช้วิธียักย้ายถ่ายเทเงิน

ข้อมูลระบุว่า ประมาณกลางเดือนสิงหาคม หลังจากออก.น.ส.3 ก.เสร็จ เกิดปัญหา “อมเงินค่าที่ดิน” ทำให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเหมารถตู้จากหนองคายไปที่กรุงเทพฯ  เพื่อทวงถามเงินค่าที่ดินจากนักการเมือง ส.
ปรากฏว่านอกจากเจอนักการเมือง ส. แล้วยังเจอนักการเมืองอีก 2 นั่ง หารืออยู่ที่บ้านหลังนั้นด้วย คือ “เสือยี้” นักการเมือใหญ่ กับ “เฉลิมชัย”

ช่วงหนึ่งของการสนทนาเรื่องค่าที่ดิน  นักการเมือง ส. ตรวจดูบัญชีรายชื่อชาวบ้านและยื่นเอกสารใส่หน้า “เฉลิมชัย” และพูดด้วยเสียงดังว่า “เงินนี้กูเบิกมาให้แล้ว มึงทำไมไม่จ่ายให้หมด อย่าลืมว่ารัฐมนตรียิงคนมีความผิดไหม”
และกำชับว่า “ในวันจันทร์หน้าต้องจ่ายให้เขาให้หมด”
เสียงตอบจาก”เฉลิมชัย” คือ “ครับพี่”
นี่คือข้อมุลที่ปรากฎในคดีทุจริตที่ดินหนองคาย
น่าเสียดายในช่วงนั้นคดีนี้ถูกแรงกดดันทางการเมืองจนไม่สามารถออกหมายจับนักการเมืองคนนั้นได้
ปัจจุบันนักการเมืองคนนี้เป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลและมีคนใกล้ชิดนั่งเก้าอี้โตในรัฐบาลมาร์ค
รัฐบาลที่ประกาศ กฎเหล็ก 9 ประการ แต่คนรอบข้างมีกลิ่นตุๆ

ม่านหมอกแห่งความขัดแย้ง ประชาชาติออนไลน์ เปิดกลุ่มทุนใหญ่หมื่นล้านที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา ล้วนขาใหญ่ กลุ่มซีพี กลุ่มเสี่ยเจริญ กลุ่มไทยนคร กลุ่มมาลีนนท์ คอนเนกชั่นปึ๊กกับรัฐบาลพนมเปญ โหรดัง ทำนาย ระวัง สงครามกับเพื่อนบ้าน เสียชีวิตผู้คนจำนวนมาก นักธุรกิจเสียวสันหลัง ฝันร้าย 29 มกราคม 2546 ตามหลอน

P { margin: 0px; } รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ   ตอบโต้รัฐบาลกัมพูชาที่แต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลกัมพูชา
ด้วยการเรียกเอกอัคร ราชทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กลับประเทศไทย
กษิต ภิรมย์  รัฐมนตรีปากกล้าตัวแทนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ถามท้า  ฮุนเซ็นว่า จะเลือก เพื่อนบ้าน หรือ ทักษิณ
รัฐบาลประชาธิปตย์ เชื่อว่า นี่คือ การแทรกแซงกิจการภายในของไทย
นาที นี้ อาจนำไปสู่การปิดชายแดน กดดันกัมพูชา
หลายคน เสียวสันหลัง เมื่อนึกถึงคราวเผาสถานทูตและธุรกิจไทย เมื่อ วันที่ 29 มกราคม 2546
……..               โสรัจจะ นวลอยู่ โหรชื่อดัง เขียนไว้ในศาสตร์แห่งโหร ปี 2553  ตอนหนึ่งว่า   ถึงคราวที่ประเทศไทย จะเข้าสู่สงครามที่เราไม่เคยมีมาเลยกับประเทศเพื่อนบ้าน
เป็นการรบอย่างแท้จริง  อิทธิพลของดาวราหู ทำมุมเสียกับ ลัคนาประเทศ
ถ้าประเทศไทยยังเฉยเมยไม่ตระหนัก ต่อปัญหาที่รุมเร้า หนักข้อขึ้นทุกที เสมือนดูหมื่นสยามประเทศมาโดยตลอด
ดังนั้นปี 2553 จะเกิดการรบนองเลือด ถึงขั้นเสียชีวิตผู้คนมากมาย
ถึงจะได้คืนแผ่นดิน อาจจะถึงขั้นประเทศสงครามกับเพื่อนบ้าน
………
หากจำกันได้  เมื่อ 6 ปีที่แล้ว การสื่อสารที่ผิดพลาด โดยจงใจ
วันที่ 29 ม.ค.2546 ชาวเขมรนับร้อยคนบุกเข้าไปในสถานทูตไทยริม ถนนโรดม กลางกรุงพนมเปญ และบุกเข้าไปทำลายข้าวของและเผาอาคารสถานทูต
และเผาธุรกิจไทย วอดวายเป็นเถ้าถ่าน   หนึ่งในโรงงานที่ถูกเผาวอดคือ โรงงานของ เสี่ยสมศักดิ์ รินเรืองสิน  ไม่นับธุรกิจของคนไทยที่เดือดร้อนเสียหายไปทั่ว
แล้ว ฝันร้าย ก็หวนกลับมาอีกครั้ง …
สัปดาห์หน้า พุธที่ 11 พ.ย. 2552 เวลา 13.30-16.30 น.
ณ ห้อง 201   คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
มีการเปิดเวที หัวอกธุรกิจไทยในกัมพูชา     ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย   คุณสมศักดิ์ รินเรืองสิน นายกสมาคมนักธุรกิจไทยในกัมพูชา  คุณวิชัย กุลวุฒิวิลาศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สไมล์ภัณฑ์ จำกัด คุณปรีดา สามแก้ว กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท PD Intertrade 92 จำกัด  คุณสม ไชยา บรรณาธิการ สถานีโทรทัศน์ CTN  กัมพูชา คุณประภาพรรณ ศรีสุดา ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดไทย-กัมพูชา
@ ธุรกิจหมื่นล้านของคนไทยในกัมพูชา
การค้าระหว่างไทย-กัมพูชา มีมูลค่าปีละ 6-7 หมื่นล้าน
จากข้อมูลสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ณ กรุงพนมเปญ มีโครงการที่นักธุรกิจไทยถือหุ้นและได้รับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2537 ถึง 30 มิถุนายน 2552 รวม 81 โครงการ มูลค่ารวม 362.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ   กว่า    1.2 หมื่นล้านบาท
เป็นเงินลงทุนเฉพาะในส่วนของนักธุรกิจไทย 226.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 62.53 ของโครงการ ประกอบด้วย
รายใหญ่ จริงๆ   นอกจาก เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)  และกลุ่ม ทีซีซี ของ เสี่ยเจริญ  สิริวัฒนภักดี แล้ว
น่าจะได้แก่     ” เสี่ยอ๊อด “  สุภชัย วีระภุชงค์  แห่ง บริษัทไทยนครพัฒนา จำกัด  หรือ ยาตราครก   ซึ่งมีธุรกิจครอบคลุมไปทุกเซกชั่น
เสี่ยอ๊อด เป็นนักธุรกิจคนไทยที่ไปบุกเบิกสร้างโรงแรมในกัมพูชาได้รวบรวมที่ดินที่ เมืองเสียมราฐ เอาไว้ราว 650 ไร่ เพื่อมาสร้างสนามจนในที่สุดก็มีสนามกอล์ฟเกิดขึ้น สร้างความตะลึงให้กับคนกัมพูชาพอสมควร
เมื่อ สนามกอล์ฟโภคีธรา คันทรีคลับ เสียมราฐ ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อ 3 ปี ที่แล้ว ด้วยทุน 400 ล้านบาท นับเป็นสนามระดับ 5 ดาว
เมื่อจำแนกรายกลุ่ม จะพบกลุ่มธุรกิจไทยรายใหญ่ ที่ไปลงทุนในกัมพูชา หลายราย ดังนี้
1.สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3  ในนามบริษัท K.C.S Cambodia  ของตระกูล มาลีนนท์
2.สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ ช่อง 5 ลงทุนร่วมระหว่างกลุ่มกันตนาและกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา ในนามบริษัท Mica Media  ของตระกูล  วีระภุชงค์
3.โรงงานจำหน่ายก๊าซ LPG จำนวน 2 โครงการ คือ บริษัท Khmer Unique Gas และ World Gas
4.ยักษ์ รับเหมา บริษัท รับเหมาก่อสร้าง  นพวงศ์
5.โรงแรมจำนวน 8 แห่ง คือ Inter Continental ในนามบริษัท Regency, โรงแรม Royal Angkor ใน จ. เสียมราฐ ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา, โรงแรม Imperial Angkor Palace ใน จ. เสียมราฐ ของกลุ่มบริษัท ทีซีซี ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี, โรงแรม Phokeethra Resort & Spa (Cambodia) ในกรุงพนมเปญ ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา, โรงแรมของบริษัท V&V ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา เพื่อสร้างโรงแรมและสนามกอล์ฟในกรุงพนมเปญ, โรงแรมในอำเภอปอยเปต จ. บันเตียเมียนเจย ได้แก่โรงแรม Poi Pet International Club, โรงแรม Star Vegas Resort & Club และโรงแรม Angkor Plaza
6.โรงพยาบาลจำนวน 1 โครงการ ลงทุนโดยโรงพยาบาลกรุงเทพ ในนาม Royal Angkor International Hospital ใน จ.เสียมเรียบ และ Royal Rattanak ในกรุงพนมเปญ เปิดให้บริการแล้ว และกำลังก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลแห่งใหม่ อีก 1 แห่ง ในกรุงพนมเปญขนาด 250 เตียง คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2553
7.การลงทุนของบริษัทซีเมนต์ไทย จำกัด และบริษัทในเครือรวม 5 โครงการ ได้แก่ โรงงานปูนซีเมนต์ Kampot Cement (K. Cement Brand) ในจังหวัดกัมปอต  โรงงานผลิตซีเมนต์ผสมสำเร็จรูป (Mixed Cement Plant )โรงงานผลิตซีเมนต์บล๊อค CPAC Monier  การปลูกยูคาลิปตัสเพื่อทำกระดาษในนามบริษัท CPAC Agro Industry และบริษัท CPAC Monier เพื่อผลิตกระเบื้องมุงหลังคา
8.การให้บริการโทรคมนาคม จำนวน 1 โครงการ คือ Cambodia Shinawatra ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Mfone ให้บริการคลื่นโทรศัพท์ไร้สายแบบ Fixed Phone และ Mobile Phone
9.โรงงานประกอบรถจักรยานยนต์ Honda
10.โรง งานพลาสติค จำนวน 3 โรงงาน ได้แก่ โรงงาน Phnom Penh Supply ผลิตขวดน้ำดื่ม ถุงพลาสติค Modern Plastic Packaging  ของเสี่ยสมศักดิ์ รินเรืองสิน   และโรงงาน Modern Development
11.โรงงานผลิตน้ำดื่มยี่ห้อ LYYON ของกลุ่มบริษัทไทยนครพัฒนา ในนามบริษัท Cambodia Development
12.โครงการ ปลูกอ้อยบนพื้นที่สัมปทานจำนวน 6 โครงการ ได้แก่ของกลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่นในนามบริษัท Koh Kong Plantation, Koh Kong Sugar Industry ของกลุ่มบริษัท ทีซีซี ได้แก่ MRT-TCC Sugar Investment, ของกลุ่มบริษัทน้ำตาลมิตรผล ได้แก่ (Cambodia) Cane and Sugar Valley, Angkor Sugar และ Tonle Sugar Cane
13.โครงการเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชไร่ของกลุ่มบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในนาม C.P. (Cambodia)
14.การ ลงทุนของบริษัทสามารถเทเลคอม จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ การให้บริการวิทยุการบินในนาม Cambodia Air Traffic Service การสร้างโรงงานไฟฟ้า Kampot Power Plant เพื่อขายไฟให้แก่โรงงานกัมปอตซีเมนต์ และโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จ.เสียมเรียบ
15.โครงการโรงไฟฟ้าขนาด 10 MKW ของกลุ่มบริษัท ทีซีซี จำนวน 4 โครงการ ในชื่อกลุ่ม  Suvannaphum Investment
16.โรงงานผลิตเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของกลุ่มบริษัทบางกอกการ์เมนต์ ในนามบริษัท Baxter Brenton (Cambodia) Clothing Manufacturing
17.โรงงานผลิตรองเท้า 2 โครงการ คือ Dance Supply (Cambodia) และ Cambo Shoes
ธุรกิจไทยที่มีคอนเนกชั่นที่ดีกับ ผู้นำรัฐบาลกัมพูชา อาจได้รับคำยืนยันว่า ไม่มีปัญหา  และนักธุรกิจที่เดือดร้อนทันทีคือ กลุ่มธุรกิจที่ค้าขายตามแนวชายแดน รวมถึงบ่อนกาสิโนที่เงียบเหงาทันตาเห็น
แต่ถามว่า หัวอกนักธุรกิจไทย เป็นอย่างไร เมื่อ การเมืองเข้ามาแทรกและทำลายบรรยากาศการลงทุน
คำตอบคือ เซ็ง สุดเซ็ง   กับพวก ชาตินิยมคลั่งชาติ
..กูจะค้าขาย(ว๊อย)

ขนาด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรียังไม่ได้เดินทางมาพักบ้านหรูในกรุงพนมเปญ ที่สมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาจัดเตรียมไว้ให้ในฐานะเป็น “เพื่อนแท้” แต่ความรู้สึกของรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็เสียไป เพราะไม่อาจยอมรับท่าทีสมเด็จฯฮุน เซน อันเป็นการ “เลือกข้าง” ตัวบุคคลที่เป็นเพื่อน มากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีรัฐบาลเป็นคณะผู้บริหาร ข้อพิพาทเรื่องนี้เกิดในห้วงเวลาที่การจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเชียนและคู่ เจรจา ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ ที่ชำอำและหัวหินเริ่มขึ้นพอดี

จุดที่ น่าสังเกตประการหนึ่งก็คือ เมื่อสมเด็จฯฮุน เซน มาถึงประเทศไทย (23 ตุลาคม) ก็ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนยืนยันท่าทีนี้อีกครั้ง สอดรับกับแถลงการณ์ของรัฐบาลกัมพูชาที่ออกมาพร้อมๆ กัน ณ กรุงพนมเปญ ด้วยท่าทีแข็งกร้าวว่า จะไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนมายังประเทศไทยหากถูกรัฐบาลไทยร้องขอกลับ มาดำเนินคดียังประเทศไทย แม้ไทยกับพูชาจะได้ลงนามทำข้อตกลงในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อปี 2541 แต่กัมพูชามีสิทธิปฏิเสธ ตามข้อยกเว้นในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน หากเห็นว่าเป็นปัญหาทางการเมือง ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่โรงแรมดุสิตานี ชะอำ ตอบโต้สมเด็จฯฮุน เซนทันที ว่า”นายกฯฮุน เซนมาที่นี้เพื่อร่วมประชุมอาเซียน ซึ่งหมายถึงการที่เราจะมีความร่วมมือและเอกภาพระหว่างกัน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปสนใจคนไทยคนหนึ่งที่จะทำลายสัมพันธภาพ ผมหวังว่านายกฯฮุน เซนจะสนใจเรื่องนี้” ก่อนจะเผยว่า “คิดว่านายกฯฮุน เซนต้องคิดให้ดี ว่าจะยืนยันการตัดสินใจที่จะมีผลกระทบร่วมกันต่อประโยชน์ของคนทั้ง 2 ชาติเพื่ออะไร คือผมก็เห็นว่า ท่านก็เป็นนายกฯที่มีความอาวุโส อย่าไปเป็นเหยื่อหรือเบี้ยให้ใครเลยครับ…”

การจัดประชุมผู้นำอา เซียนครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความกระท่อนกระแท่น แม้การถ่ายรูปหมู่ร่วมกันของผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งเคยทำกันมาทุกครั้งไม่ว่าจะไปจัดที่ประเทศไหน แต่ครั้งมีอันต้องล้มเลิกไปเพราะความไม่พร้อมอย่างแท้จริงและอาจมีเหตุผลทาง การเมืองจากผู้นำอาเซียนบางประเทศ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับประเทศในอาเซียนอย่างน้อย 2 ประเทศ คือไทยกับกัมพูชา ได้เปิดวิวาทะในเวทีอาเซียนขึ้นแล้วโดยไม่มีใครเกรงใจใคร และถ้าหากความตึงเครียดของ 2 ประเทศทวีมากขึ้นนับจากนี้ แน่นอนว่าความแข็งแกร่งของประชาคมอาเซียนที่จะต้องร่วมมือกันในหลายๆ ด้านก็จะได้รับผลกระทบกระเทือนไม่มากก็น้อย ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่า ประเทศอาเซียนอื่นๆ จะช่วยแก้ไขได้อย่างไร หรือไม่

คงจะเป็นข้อถก เถียงและโต้แย้งอย่างไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับคนไทย ตั้งแต่ระดับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์กับพรรคฝ่ายค้าน ลงมาจนถึงผู้คนในแวดวงอาชีพต่างๆ กลุ่มประชาชนซึ่งแบ่งเป็นสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน สีขาว สื่อสารมวลชน ฯลฯ ว่าใครผิด ใครถูกอย่างไร บนพื้นฐานของหลักการและเหตุผลแบบไหน เกิดประโยชน์กับใคร อย่างไร ต่อกรณีกัมพูชาจะต้อนรับให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาพำนักในบ้านหรูที่สร้างไว้ให้ อีกทั้งสมเด็จฯฮุน เซน ยังตั้งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำตัวอีกด้วย บางทีวิวาทะในสังคมไทยอาจนำไปสู่การทะเลาะวิวาท สร้างความขัดแย้ง แตกแยกที่ร้าวลึกมากขึ้นไปอีก การเมืองในสภาที่เดือดพล่านมาไม่รู้กี่ครั้งจนที่ประชุมรัฐสภามีสภาพเป็น เวทีมวยให้ผู้ทรงเกียรติตะโกนด่า ให้ “ของลับ” และท้าตีท้าต่อยกันซึ่งๆ หน้าก็อาจจะต้องชกต่อยกันจริงๆ การเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ของคนเสื้อแดงก็รอจังหวะเวลาที่จะ ปะทุขึ้นในปลายเดือนหน้านี้

จริงอยู่ รัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนประชาชนไทยในการดำเนินนโน บายกับกัมพูชา แต่ข้อแตกต่างที่มิอาจปฏิเสธได้ก็คือ สมเด็จฯฮุน เซนเป็นนายกฯกัมพูชามานานเกือบ 30 ปี เสถียรภาพของรัฐบาลมีความมั่นคง ในขณะที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เพิ่งเป็นมาได้แค่ 10 เดือน ในขณะนี้ก็กำลังเผชิญมรสุมรอบด้าน หากเกิดการยุบสภามีการเลือกตั้งใหม่แล้วได้กลับมาเป็นนายกฯก็เป็นอีกเรื่อง หนึ่ง แต่ถ้าหลังการเลือกตั้งแล้วกลับไปเป็นฝ่ายค้าน แน่นอนว่า รัฐบาลใหม่ภายใต้พรรคเพื่อไทยย่อมจะมีนโยบายต่อกัมพูชาอีกอย่างหนึ่ง และนั่นย่อมหมายถึงว่า ปัญหาของ พ.ต.ท.ทักษิณก็จะไม่เป็นอย่างนี้ ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้ง แตกแยกของคนไทยตอนนั้นจะเป็นอย่างไร จะมีการนองเลือดหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ยากต่อการพยากรณ์

การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อ รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเอแบคโพลเมื่อเร็วๆนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจก็คือข้อกล่าวหาทุจริตคอรัปชันในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งประชาชนเชื่อว่ามีการทุจริตคอรัปชันครั้งมโหฬารเกิดขึ้นจริง

โดย เฉพาะใน 3 กระทรวงที่ประชาชนมั่นใจว่า มีการทุจริตคอรัปชันเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ก็คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข

ประชาธิปัตย์ทั้งนั้น

มีชาวบ้านอย่าง น้อยร้อยละ 38.3 เชื่อว่า รัฐบาลมีการทุจริตคอรัปชันทุกกระทรวง ด้วยซ้ำไป โครงการที่ถูกวิพากษ์ วิจารณ์มากที่สุดก็คือ  โครงการชุมชนพอเพียงและโครงการเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง  ภาพลักษณ์ของรัฐบาลมีเรื่องอื้อฉาวมาตลอดตั้งแต่เข้ามาเป็นรัฐบาล

โกงกันแบบไม่มีฟอร์ม

กลุ่ม แพทย์ชนบทเป็นที่รู้กันว่าไม่เข้าใครออกใครยังสุดจะทน ออกมาแฉแต่ไกโห่ถึง พฤติกรรมการทุจริตในกระทรวง สาธารณสุข โดยฝีมือนักการเมืองล้วนๆ

นพ.นิ รันดร์ พิทักษ์วัชระ ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อ้างว่า การทุจริตไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบถึงการบริหารงานของรัฐบาลและการพัฒนา ประเทศ แต่ยังกระทบถึงสิทธิของประชาชน

การทุจริตเกิดจากความร่วมมือของ นักการเมืองท้องถิ่นและเกิดจากโครงการของรัฐ โดยนักการเมืองระดับชาติพบช่องทางจากกรรมาธิการงบประมาณ

ตรงนี้ก็น่าคิด แปลว่าขบวนการทุจริตคอรัปชันที่ว่า มีเครือข่ายใหญ่โตพอสมควร เตรียมจ้องจะฮุบกันตั้งแต่งบประมาณแผ่นดินยังเป็นไข่อ่อน
จองกฐินกันไว้แล้ว

งบ ประมาณแผ่นดินไม่เคยเป็นความลับ หน่วยงานไหนนักการเมืองคนไหนจะเอาเงินภาษีของประชาชนไปใช้ก็กำหนดโครงการกัน ขึ้นมา แบบสุกเอาเผากินก็มี ปั้นน้ำเป็นตัวก็มี ชงเองกินเอง

ไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ คิดแต่รายรับ

เพราะ งบประมาณเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่สุดของประเทศจึงมีช่องทางที่รั่วไหลได้ง่าย โครงการยิ่งมาก จำนวนเงินยิ่งมากก็ยิ่งตรวจสอบยากและเกิดทุจริตมากไปด้วย อาทิ โครงการไทยเข้มแข็ง เป็นต้น

ถึงตรวจสอบเจอก็ได้แต่ทำตาปริบๆไป เอาเรื่องเอาราวกับนักทุจริตไม่ได้ ก็ยิ่งจะให้ท้ายนักทุจริต เหล่านี้ไม่เกรงกลัวความผิดและขยายวงการทุจริตออกไปมากขึ้น

การเป็น รัฐบาลที่ชอบโฆษณาตัวเองว่าซื่อสัตย์สุจริต ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการคอรัปชันเกิดขึ้น ตรงกันข้ามกลับเป็นช่องทาง หลงอำนาจ ให้มีการทุจริตง่ายขึ้น เงินในกระเป๋าชาวบ้านยังกล้าไปล้วง ปัดโธ่.

ที่มา ไทยรัฐ

“กลุ่ม ทุนเคยให้เงินพรรคการเมืองทุกพรรค แล้วถอนทุนคืนได้ แต่ปรากฏว่ามาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ท่านไม่เอา ทำให้เกิดความคลางแคลงใจ เกิดความกลัว นำมาสู่การลงขันกัน…”

ถ้าเอ่ยถึง “เพื่อนตาย” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เวลานี้คงเหลือไม่กี่คน

แต่ ผู้ที่ยังยืนยงและคอยช่วยเหลือทั้ง “ยามสุขและทุกข์” มาตลอด เชื่อว่าต้องมีชื่อของ “บิ๊กเมธ” พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร (ตท.) 10 และเป็นคนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้ใจให้ “คุมกำลังรบ” ของกองทัพอากาศยุคก่อน 19 กันยายน 2549

พล.อ.อ.สุเมธ เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา

ด้วยความที่คลุกคลี “วงการเมือง” มาไม่น้อย ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจเป็น “หัวหอก ตท.10″ นำพาพวกพ้องพาเหรดเข้าพรรคเพื่อไทย

“มติชน” มีโอกาสพูดคุยกับ พล.อ.อ.สุเมธ ถึงมูลเหตุที่ตัดสินใจเดินบนถนนการเมือง และเงื่อนปมสำคัญที่ “เพื่อนรัก” ต้องประสบเจอ

สนใจงานการเมืองหรือไม่

สมัคร สมาชิกพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา เพราะเชื่อสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำเป็นสิ่งที่ดี และประชาชนจะอยู่ได้ รับราชการมาคิดว่าประเทศมีบุญคุณกับเรา เมื่อเกษียณยังมีกำลังช่วยบ้านเมืองได้ก็ยินดี แต่การเข้าไปเล่นการเมืองต้องดูว่าทำเพื่ออะไร คุยกับเพื่อนว่าเรามาทำความดีกัน หากทำไม่ดีมันตรวจสอบง่าย ยังไงก็ลงไม่สวย แต่ถ้าทำความดี ทำคุณกับประเทศชาติก็สบายใจ เชื่อว่าหากทำไม่ดียังไงก็ตรวจสอบได้ ชีวิตบั่นปลายก็ต้องมีปัญหาแน่นอน

จุดยืนการเมืองคืออะไร

คือ การเข้าไปช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าไปช่วยพรรคเพื่อไทย เพื่อคงนโยบายพรรค โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ คิดว่าต่อไปนี้ต้องสู้กันที่เศรษฐกิจ ความอยู่ดีกินดีของประชาชน และเชื่อว่าคนที่ทำได้ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้ท่านจะไม่ได้เป็นนายกฯ แต่สามารถช่วยประสานต่างประเทศได้ เพราะมีเพื่อนฝูงมาก ใครเป็นนายกฯของพรรคเพื่อไทย ท่านก็เป็นที่ปรึกษา ประเทศไทยไม่ได้ใหญ่มาก หากหลายประเทศมารุมลงทุน ประเทศไทยก็ฟื้นได้ และคนที่ทำอย่างนี้ได้มีคนเดียว คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะนี้ประชาชนเริ่มแย่แล้ว ทำอย่างไรให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน สิ่งแรกคือแก้รัฐธรรมนูญ แล้วสร้างความยุติธรรม เพื่อให้คนกล้าเข้ามาลงทุน

เป้าหมายทางการเมืองหวังสูงถึงขั้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่

การ จะเป็นอะไรในพรรคไม่เคยคิด ขอเพียงแค่ให้ได้ช่วยให้ได้ทำ ไม่ได้เข้ามาเพื่อล้างแค้น เอาคืน หรือหวังตำแหน่งอะไร ต้องการอยากให้ประเทศอยู่ดีกินดีเท่านั้น

พ.ต.ท.ทักษิณเคยบอกให้เพื่อน ตท.10 เข้ามาทำงานการเมืองหรือไม่

ท่าน เคยพูดว่า เราหลายคนเป็นเด็กต่างจังหวัด การสอบเข้ามาในโรงเรียนเตรียมทหารได้ ถือว่าอยู่ในระดับหัวกะทิ ท่านเคยบอกให้รวบรวมเพื่อนให้มาช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ท่านเชื่อว่าเพื่อนมีความสามารถ ขณะนี้ก็มีหลายคนที่จะเข้ามา แต่อยู่ที่พรรคจะพิจารณา

ยุคหนึ่ง ตท.10 เคยถูกมองว่ายิ่งใหญ่ที่สุด แต่รัฐประหาร 19 กันยาฯ ทำให้ ตท.10 ตกต่ำที่สุดเช่นกัน

เรา ยอมรับอยู่แล้ว ถ้าเขาปฏิวัติเราก็ต้องตกต่ำ แต่ไม่เคยคิดอะไรและไม่เคยกลัว เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เสียใจคือประเทศไทยควรรุ่งโรจน์มากกว่านี้ ตท.10 ไม่กลัวอะไร อย่างน้อยก็มีเงินเดือน แต่ห่วงญาติพี่น้องไปไหนก็เจอคนอดอยาก แล้วเราจะสบายใจได้อย่างไร ด้วยความสัตย์จริงเรานึกอย่างนี้ตลอด ไม่ว่าจะบีบจะบี้ขนาดไหน เราก็ยังอยู่ในระดับปานกลาง แต่ชาวบ้านเดือดร้อนไม่รู้จะมีอะไรกินหรือไม่ เขาลำบาก

การเข้าพรรคเพื่อไทยของท่านถือเป็นสายตรง พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่

ส่วนใหญ่ก็เป็นสายตรงกันทั้งนั้น ผมเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคเท่านั้น

มาร่วมทุกข์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในเวลาที่คนอื่นถอยห่างถือว่าได้ใจกันหรือไม่

เป็น เพื่อนกันดูแลกันมาตลอด เขาช่วยเราในตำแหน่ง แม้เรามาตามไลน์ แต่ถ้าไม่ใช่นายกฯทักษิณ อาจจะผิดเพี้ยนไป เราฝังใจว่าท่านทำถูก โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ อยากเห็นประเทศกลับมาดีเหมือนเดิม นายกฯทักษิณเคยเล่าให้ฟังตั้งแต่ครั้งเล่นการเมืองใหม่ๆ ว่าหากท่านจะค้าขาย ไม่ต้องมาเล่นการเมือง พรรคไหนดีก็ให้ไปพรรคละ 500 ล้านบาท เขาก็สู้กันไป เขาชนะก็ทำการค้าขายได้ แต่มีผู้ใหญ่คนหนึ่งมาขอร้องท่าน ท่านไม่บอกว่าใคร เขาบอกว่าทักษิณช่วยบ้านเมืองหน่อย ยอมเสียเงินสักก้อนตั้งพรรคการเมือง ท่านก็รับปากตั้งพรรคการเมืองลงทุนไป 4,000 ล้านบาท ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะได้คืนหรือจะได้เป็นหรือไม่ ก็เป็นการเสี่ยง แต่ถ้าเอาเงินให้แต่ละพรรคไม่ถึง 4,000 ล้านบาท ก็ทำได้ เหมือนที่บริษัทใหญ่ๆ เขาทำกัน

แต่จุดที่ท่านถูกกล่าวหาหรือถูกลงขัน เพราะการที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่รับเงินคนอื่น กลุ่มทุนเคยให้เงินพรรคการเมืองทุกพรรค แล้วถอนทุนคืนได้ แต่ปรากฏว่ามาให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ท่านไม่เอา ทำให้เกิดความคลางแคลงใจ เกิดความกลัว นำมาสู่การลงขันกัน ท่านก็คิดไม่ถึง เพราะคล้ายว่าอยากเป็นอิสระไม่อยากให้ใครมาบีบ

แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณถูกกลุ่มทุน ลักษณะกฐินสามัคคีทำให้หมดอำนาจ

(พยัก หน้า) ตอนช่วงนั้นที่ถูกปฏิวัติ เพราะเขาเกิดความกลัว เขากลัวว่าทำไปแล้วครอบงำ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ แล้วเขาจะขออะไรไม่ได้ เพราะเขาเคยครอบงำการเมืองทุกพรรคได้ แต่พอเขาให้แล้วไม่รับ ก็เป็นสัญญาณว่าเขาครอบงำไม่ได้ ทำให้ท่านถูกมองเป็นตัวอันตราย จึงเกิดเช่นนี้ขึ้นมา ถือเป็นจุดที่ทำให้เขาเป็นอย่างนี้ ถามว่าทุกวันนี้กลุ่มทุนครอบงำหมดหรือไม่ สงครามหลายครั้งในต่างประเทศที่ประชาชนลุกฮือ คือ 1.เขาไม่ได้รับความยุติธรรม 2.ประชาชนอึดอัด จะปล่อยให้เป็นอย่างนั้นหรือ หากเขาอดอยากก็จะลุกฮือ ไม่ได้รับความยุติธรรมก็จะเกิดการต่อสู้ ขณะนี้เงินในประเทศกระจุกอยู่กับคนไม่กี่กลุ่ม ขณะเดียวกันคนก็จนลง แล้วจะให้เขาทำอย่างไร

เคยคุยกับผู้ใหญ่หลายคนว่า การปฏิวัติทำให้บ้านเมืองเสียหาย แต่สุดท้ายเขาก็ทำ ทุกคนรู้ว่าปฏิวัติแล้วประเทศเสียหายแต่ก็ทำ อาจจะเกิดความกลัวจะถูกโยกย้าย หรือมีแรงหนุนจากผู้ใหญ่ ในโลกนี้ไม่มีประเทศไหนปฏิวัติแล้วเจริญ ประเทศไทยตั้งแต่ปฏิวัติมาก็เสื่อมโทรมไปเรื่อย บ้านเมืองย่ำแย่มาตลอด ช่วงก่อนปฏิวัติ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นรัฐบาล ประเทศ กำลังจะก้าวหน้า ไม่ว่าในเอเชียหรือในโลก

ผ่านการรัฐประหาร 19 กันยาฯ 3 ปีการเมืองไทยได้อะไรบ้าง

ไม่ มีอะไรดีขึ้น มีแต่แย่ลงทุกอย่าง เทียบประเทศเพื่อนบ้านเรายังแย่กว่า พูดได้ว่าการปฏิวัติไม่ใช่สิ่งที่ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง การปฏิวัติทำสิ่งที่ไม่ควรหลายเรื่อง เช่น การออกกฎหมายย้อนหลัง ต่างชาติไม่ยอมรับ คนไทยเคยพูดว่าไม่กล้าจะไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะไม่รู้ว่าวันดีคืนดีจะริบเงินเรา ขณะนี้เป็นแล้วกับประเทศไทย แล้วใครจะกล้ามาลงทุน หากมาลงทุนโดนกฎหมายย้อนหลัง ริบเงินแล้วเขาจะทำอย่างไร คณะปฏิวัติทำอะไรหลายอย่างเพื่อต้อนนายกฯทักษิณคนเดียว ลงทุนทำจนบ้านเมืองย่อยยับหมด

ทุกวันนี้หลายคนทำความผิดอะไรก็ได้ แต่ไม่ผิด อีกฝ่ายทำอะไรก็เป็นความผิด ประชาชนเขารู้และเข้าใจ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร วันนี้ประชาชนไม่ได้ถูกหลอก แต่กำลังถูกโกง เขากำลังโกงประเทศ เขาทำให้เรารู้แต่จะทำอะไรเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งรัฐบาล หรือหลายเรื่อง เขาไปมาหาสู่กันได้ แต่พอพรรคเพื่อไทยทำก็ผิด

มองสภาพการเมืองไทยมีธงให้เดินไปในทิศทางที่ต้องการ

คง มีการตั้งธงมาระดับหนึ่ง แต่ถึงตอนนี้คงใช้ไม่ได้ เพราะความจริงปรากฏ แล้วการสื่อสารก็ทำให้ประชาชนรู้ คนไม่ได้โง่ คนเริ่มฉลาด เขารู้อะไรมากขึ้น คนที่ทำก็ไม่แคร์สังคม จะโกงจะทำอะไรไม่แคร์สังคม คนเริ่มรู้สึกต่อต้านมากขึ้น ดังนั้นก็จะไปไม่รอด ขณะนี้ประชาชนมีความรู้ แล้วมาดูถูกเขา ด้วยการทำอะไรก็ได้ ทำให้เขาไม่ยอมรับ มีทางเดียวคือต้องมาเริ่มต้นใหม่ มาคุยกัน แล้วทำการเมืองต่อไป ต้องทำให้ดี มีความยุติธรรม เพื่อบ้านเมือง เพราะการมาโกงมาหลอกกันทำไม่ได้แล้ว ประชาชนสามารถรับรู้ได้

ที่ น่าเป็นห่วง คือ หากปล่อยไว้นานแล้วยังใช้ระบบนี้อยู่ ประเทศจะแย่ไปหมดแล้วแก้ไม่ได้ ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ของประเทศแย่ไปหมด เชื่อว่าหากปล่อยให้คาราคาซังอย่างนี้ ประเทศหมดแน่ เพราะหากเป็นอย่างนี้ใครจะมาลงทุน ถามว่านายกฯอภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี) ไปสหรัฐอเมริกาได้อะไรมาบ้าง ไม่ได้อะไรเลย หากได้อะไรคงตั้งโพเดียมแถลงไปแล้ว ไปมาหลายประเทศไม่เคยได้อะไรกลับมาเลย แล้วประเทศจะได้อะไร ขณะนี้ประชาชนลำบาก

แสดงว่าภาพลักษณ์ของไทยในสายตาโลกไม่น่าเชื่อถือ

ไม่ น่าเชื่อถือ คิดดูเราไปลงทุนที่ไหนวันดีคืนดีมายึดของเรา ใครจะกล้าลงทุน มันไม่มีมาตรฐาน และความยุติธรรมแทนที่จะตัดสินบนตัวบทกฎหมาย แต่กลับใช้ความคิดเห็นส่วนตัวพิจารณา บางเรื่องทำบอกผิด บางเรื่องบอกไม่ผิด แต่คดีคล้ายกันทำให้เห็นชัดเจนมาก วันนี้ไม่ใช่ว่ามี 2 มาตรฐาน แต่ไม่มีมาตรฐานเลย สมัยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจบ้านเมืองเสียหายน้อยกว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพราะ รสช.เป็นระยะสั้นแล้วคืนอำนาจ และนายกฯชาติชาย (พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี) เป็นคนเรียบๆ ไม่ได้สร้างอะไร คนไม่กล่าวถึง ปฏิวัติแล้วท่านก็หายไป ไม่เหมือนกับนายกฯทักษิณ เพราะท่านสร้างอะไรให้คนไทยเยอะ ดังนั้น ปฏิวัติแล้วจะทำให้ชื่อเสียงหายไปเป็นไปไม่ได้ ช่วงปฏิวัติใหม่ๆ มีผู้ใหญ่พูดว่า เดี๋ยวคนก็ลืม เป็นไปไม่ได้ เขาคิดอย่างเดียวกับนายกฯชาติชาย ปฏิวัติแล้วก็จบกันไป แต่ประชาชนเขารู้ เขาได้อะไรจากนายกฯทักษิณเยอะ ทำให้ท่านอยู่มาได้ถึงวันนี้ หากไม่เคยทำความดีก็คงจบไปแล้ว

คม ช.คิดง่ายเกินไป พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. และอดีตผู้บัญชาการทหารบก ก็บอกว่าท่านมีอำนาจอยู่ 14 วัน มันมีอะไรนอกเหนือจากนั้นเข้ามา ถามว่าวันนี้ไล่บี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทุกคณะกรรมการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเอาผิดท่าน แล้วลงโทษอะไรได้ ยังทำอะไรท่านไม่ได้ ได้มาคดีเดียว คือ ที่ดินรัชดาฯ เขางงกันหมด คนซื้อไม่ผิด คนเซ็นผิด ชาวบ้านเขารู้ ถ้าเขามีความผิดจริงวันนี้ติดคุกหลายคดีแล้ว ทำมา 3 ปี ไม่เห็นได้อะไร แต่คนที่ยืนเชิดหน้าอยู่ในปัจจุบัน หากไล่บี้เช่นเดียวกันไม่รู้ติดคุกกี่คดี

แต่คนมองว่าเหตุการณ์บ้านเมืองวุ่นวายส่วนหนึ่งเป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่หยุดเคลื่อนไหว

ไม่ ใช่ คนทำงานหลายอย่างต้องมีผิดพลาดบ้าง แต่คนเอาเฉพาะข้อผิดมาพูดตลอด คนก็อิน อย่างเอเอสทีวีพูดว่าผิดตรงนั้นตรงนี้ แต่วนอยู่เท่านี้ ถามว่าผลรวมของประเทศเป็นอย่างไร เสียดายเวลา 3 ปี ต่างชาติและประเทศรอบบ้านยอมรับเราหมด ถนนทุกสายที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปลงทุนสร้างมุ่งสู่บ้านเมืองเรา ทรัพยากรก็จะหลั่งไหลมาไทย แล้วเราจะเป็นฮับแทนสิงคโปร์ได้ สิงคโปร์ไม่มีอะไรยังทำได้ แต่ไทยถนนทุกสายเชื่อมหมด เพื่อนบ้านก็ยอมรับ ตอนนี้ไม่รู้เป็นเวรกรรมอะไร แต่ด้วยความที่ พ.ต.ท.ทักษิณทำหลายอย่างทำให้ไปขัดขา ถูกใจบางคน ซึ่งบางคนไม่ได้อย่างใจต้องการก็เลยโกรธ

รัฐบาลทักษิณ มีปัญหาหลายด้าน เหตุผลหนึ่งที่ คมช.อ้างคือความแตกแยก คิดว่าจริงหรือไม่

มอง ว่าทำหรือไม่ทำดีกว่าคงมองไม่ได้ เพราะไม่รู้รายละเอียด แต่ถ้าทำแล้วควรจะรีบคืนอำนาจให้กับประชาชน แล้วสร้างความยุติธรรม มีผู้ใหญ่ในกองทัพอากาศเรียกผมไปถามว่า การเมืองควรทำอย่างไร ตอนนั้นท่านเรียกมาหารือตอนตี 3 เวลานั้น คมช.กำลังจะเพลี่ยงพล้ำ ผมตอบว่าเมื่อท่านเป็นรักษาการประธาน คมช. ก็เรียกทุกพรรคการเมืองมา แล้วบอกให้เขาทราบว่า เราจะเลือกตั้งด้วยความยุติธรรม แล้วใครมาเป็นรัฐบาล ทหารก็จะกลับกองทัพ รัฐบาลก็ดูแลประเทศไป มาสู้กันด้วยการเลือกตั้ง ใครชนะก็เป็นรัฐบาล ทหารก็กลับกองทัพ อย่างนี้ทหารจะเป็นวีรบุรุษ แต่ก็ไม่ทำแล้วลากยาวกันมาถึงทุกวันนี้ เชื่อว่าแนวทางนี้ดีที่สุด วันนี้ความขัดแย้งยังไม่เปลี่ยนแปลงซ้ำรุนแรงกว่าเดิม

สิ่งที่ถูก หยิบมาต่อสู้ทางการเมือง คือ 1.การทุจริต 2.ความยุติธรรมในบ้านเมือง และ 3.สถาบันหลัก มองว่า 3 สิ่งนี้มีความอ่อนไหวทำให้คนไม่มีทางเลือกต้องมาสู้กันหรือไม่

ใช่ เรื่องทุจริตมีทุกสมัย ทุกรัฐบาล แม้แต่รัฐบาลปัจจุบันก็มี แต่จะควบคุมอย่างไร พูดตามตรงการค้าขายหากตรงไปตรงมา ประเทศไม่มีวันเจริญ อย่างเราเอาของไปค้าขายต่างประเทศ หากไม่มีเงินใต้โต๊ะ เขาก็ไม่ซื้อของเรา คู่แข่งเอาเงินมาให้เขาก็ซื้อของคู่แข่ง เป็นการทุจริตหรือไม่ ก็ใช่ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ต้องทำให้ได้มาซึ่งการค้าขาย มองว่า พ.ต.ท.ทักษิณหวังดีต่อประเทศไทย แต่ไม่คิดรายละเอียด กฎหมายไทยเขียนไว้จุกจิกมาก แต่ท่านเป็นนักธุรกิจคิดว่าเรื่องนี้เสียเท่านี้ ควรได้เท่านั้น เป็นการคิดเร็วทำเร็วก็ไปขัดกฎหมาย แต่หากเชื่องช้าตามกฎหมายก็ไม่ทันกาล ค้าขายใครไม่ได้ สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯไปต่างประเทศกลับมาจะตั้งโพเดียมชี้แจงว่าได้อะไรมา บ้าง ซึ่งได้ตามนั้นและต่างประเทศก็ยอมรับ คือ คนมีความตั้งใจ คิดเร็ว อยากให้ประเทศรุ่งเรืองมีเงิน ทำไปทั้งที่บางอย่างจะขัดกฎหมาย แต่ความตั้งใจดีมี

เรื่องความยุติธรรมขณะนี้ทำอะไรนิดก็ไม่ได้เป็น ประเด็นหมด อย่างนายกฯสมัคร (นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี) ชิมไปบ่นไปก็โดนประเด็นจนต้องถอย แต่คนอื่นคล้ายกันกลับไม่ผิด เช่น บอกว่าเป็นอาจารย์ไปสอนหนังสือเป็นวิทยาฐาน แต่รับเงินค่าสอน นี่คืออะไร กี่มาตรฐาน ความยุติธรรมสำคัญมาก ภาคใต้เคยพูดกันตลอดว่าไม่ได้รับความยุติธรรม จึงเกิดปัญหาขึ้นมา แต่ขณะนี้มันเกิดขึ้นทั่วประเทศ หากไม่รีบปรองดองคงไม่ดี ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในประเทศ ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมา

ประเด็น สถาบันหลัก ทุกคนไม่มีใครหรอก เราเป็นทหารเรารู้ และนายกฯทักษิณเคยคุยกับผมว่า ท่านเป็นนักเรียนทหารปฏิญาณเช้าปฏิญาณเย็นว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่เคยคิดอะไรทั้งนั้น แต่คนพยายามจ้อง อะไรนิดก็มาปั้นแต่ง เอาไปเปรียบเทียบ ซึ่งไม่ใช่ พระองค์ท่านไม่มีใครกล้าคิดเช่นนั้นไม่มีทาง มีแต่คนที่รักพระองค์ท่าน ซึ่งทรงตรากตรำทำงานมาตลอด

ประเด็นหลักหนึ่งที่โจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ คือ ความไม่จงรักภักดี

(สี หน้าขึงขัง) ความจริงคือขณะนี้ใครทำอะไรที่ไม่เห็นด้วยกับเขา คือ ความไม่จงรักภักดี ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ถามว่าคนที่จงรักภักดีควรเอาสถาบันลงมาแปดเปื้อนหรือไม่ มีอะไรก็อ้างสถาบันตลอด เขาเอาข้ออ้างนี้มาตลอด ยืนยันได้ว่านักเรียนเตรียมทหารทุกคน ผ่านการปฏิญาณตนกันมา ผ่านการสวนสนามกันมา ไม่มีทาง ผมผ่านการเป็นทหารราชองครักษ์มา 24 ปี อยู่สวนสนามเป็นผู้พันในทหารรักษาพระองค์อยู่ 2 ปี ดังนั้น ทุกคนจงรักภักดีทั้งนั้น

เวลานี้การต่อสู้ของ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการอะไร

ท่าน ห่วงประชาชน ห่วงบ้านเมือง ส่วนความคิดว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ท่านก็คงคิด แต่แก้แค้นคงไม่มี เพราะแก้แค้นไปก็ไม่รู้จักจบ ท่านคงมีบทเรียนหลายอย่าง คือ ท่านทำเพื่อประชาชน แต่กลุ่มทุนพยายามกดท่านอยู่ ท่านไม่ได้คิดตรงนั้น คิดเพียงประชาชนอยู่ดีกินดี

พ.ต.ท.ทักษิณรู้ว่ากลุ่มทุนอยู่เบื้องหลังการเมือง ทำให้เป้าต่อสู้เวลานี้คือเดินเกมไปสู่การปฏิวัติโดยคนเสื้อแดง

ไม่ใช่ปฏิวัติโดยประชาชน แต่ถ้าประชาชนมีความคิดอย่างนี้ก็เป็นอีกเรื่อง

แล้วประเทศไทยเวลานั้นจะเป็นอย่างไร

เรา ไม่ได้มุ่งถึงจุดนั้น เรามุ่งให้ความรู้คนเสื้อแดง ใช้วิธีให้คนเสื้อแดงมาชุมนุม แล้วให้ความรู้ทั้งโฟนอินหรือพูด เพื่อให้เขากลับไปกระจายแนวคิด เราต้องสู้ทางนี้ให้ประชาชนรู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพื่อปฏิวัติโดยคนเสื้อแดง แต่เพื่อมีการเลือกตั้งแล้วคนจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ผมให้แนวคิดนี้แก่แกนนำเสื้อแดงไปแล้วว่า การชุมนุมจากนี้ไปอย่ามาชุมนุมยาว เพราะมาหลายวันประชาชนเดือดร้อน ให้มาแค่วันเดียวจบ เราให้ความรู้แล้วเขานำไปกระจาย คนรู้ว่ามาวันเดียวก็จะมา เพราะใจรักอยากมา แต่มาลำบากเขาก็ไม่มา และบนเวทีต้องพูดข้อเท็จจริง อย่าพูดในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มีอะไรต้องกลั่นกรองก่อนที่จะไปบอกนายกฯทักษิณ อย่างเหตุการณ์สงกรานต์ไปบอกท่านว่ามีคนตาย พอไม่ตายท่านก็เสียหาย

นี่ เป็นแนวทางการต่อสู้จากนี้ไป แล้วมาต้องอยู่อย่างสันติ อย่าไปทำให้เกิดเงื่อนไขให้เขาใส่ร้ายคนเสื้อแดง แล้วเกิดความชอบธรรมในการปราบปราม วันนี้เสื้อแดงพูดความจริงก็พอ เพราะรัฐบาลมีรอยร้าวกันเยอะ ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เขาก็คิดกันเยอะเวลานี้ ว่าเหมือนพายเรือให้โจรนั่งมาระยะหนึ่งแล้ว เขาเป็นพรรคเก่าแก่คิดดีต่อบ้านเมืองก็มี ผู้ใหญ่ในพรรคเขาก็ไม่แฮปปี้ในเวลานี้

ทางออกต้องมาเจรจาสมานฉันท์อย่างที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี สะท้อนเจตนารมณ์

การ นำ พล.อ.ชวลิตเข้ามาเป็นการผ่อนคลายสถานการณ์ และท่านต้องให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีการแก้แค้น เพราะแก้แค้นไม่ได้เด็ดขาดจะสร้างปัญหาต่อไปอีก ครั้งแรกทุกคนคิดว่ากำจัดนายกฯทักษิณได้ แล้วเขาก็ครอบงำต่อไป เขาคิดว่ากำจัดนายกฯทักษิณได้ รูปแบบเดิมก็กลับมา แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ก็ต้องหาทางลง แล้วจะลงมาอย่างไร เขารู้ว่าทำอะไร พ.ต.ท. ทักษิณไม่ได้ ต้องค่อยๆคุยกันแล้วจูนให้ตรงกัน อย่างไรก็ต้องปรองดอง หากไม่ปรองดองเขาก็อยู่ไม่ได้ ขณะนี้เสื้อแดงกำลังโตขึ้น บรรยากาศการเมืองขณะนี้ หากฝ่ายหนึ่งสงบ ฝ่ายหนึ่งก็หยุด ทุกวันนี้ต่างคนต่างสาดน้ำใส่กัน หากทั้งสองฝ่ายหยุด มันก็จบ แต่ถ้าเราหยุดโดยปล่อยเขาทำตลอด มันก็ไม่ได้ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็ต้องหยุดกัน จุดหลักคือโกหกและโกงประชาชนไม่ได้แล้ว

ที่มา มติชนรายวัน

โดย ศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์

www.pub-law.net

วันที่ 19 กันยายนปีนี้ เป็นวันครบรอบ 3 ปีของการทำรัฐประหาร ครั้งล่าสุดในประเทศไทยครับ

สภาพบ้านเมืองในวันนี้ คงไม่มีใครบอกได้ว่าเราไม่มีปัญหาอะไรอีกแล้ว เพราะ วิกฤตต่าง ๆ ยังคงมีอยู่ แถมยังแตกแขนงออกไปอีกหลายสาขา ดังนั้น ในวันนี้ หลังจากที่ 3 ปีผ่านไป จึงน่าจะถือโอกาสประเมิน ผลสำเร็จของการกระทำรัฐประหารว่ามีมากน้อยเพียงใด เพราะระยะเวลา3 ปีที่ผ่านมา ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำการประเมินได้เนื่องจากพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ทุก ๆ ด้านที่เป็นผลพวงอันเกิดมาจากการรัฐประหารย่อมสะท้อนให้เห็นถึง ผลสำเร็จของการทำรัฐประหารได้ไม่ยากนัก

ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ก่อนวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ในวันนั้นแม้เราจะพบว่ามีความขัดแย้งในสังคม แต่ความขัดแย้งดังกล่าวก็มิได้มีความ รุนแรงเท่ากับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้น คณะรัฐประหารและรัฐบาลของคณะรัฐประหารก็ได้แสดงให้เราเห็นภาพของ ความปรารถนาดีที่มีต่อบ้านเมืองและในทางกลับกันก็ได้ ฉายภาพของความเลวร้ายที่เกิดจากรัฐบาลที่ผ่านมา สิ่งที่ตามมาก็คือการล้มเลิกโครงการหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นโดยรัฐบาลที่ผ่านมา

รัฐบาลของคณะรัฐประหารพยายามทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ ดูดีและ บริสุทธิ์ผุดผ่องแต่อย่างไรก็ตาม การบริหารประเทศไม่ใช่ ของง่าย ๆที่ใครจะลุกขึ้นมาทำก็ได้ ด้วยเหตุนี้เองที่เรามองเห็น ความล้มเหลวในการบริหารประเทศเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในหลาย ๆ ด้าน รวมทั้งในด้านการออกกฎหมายโดย สนช.ที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารด้วย!!! จากความรู้สึกของผมน่าจะมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่ล้มเหลวก็คือ กระบวนการตรวจสอบรัฐบาลที่ผ่านมาที่ทำงานกันอย่างขมักเขม้นและประสานเสียงกันอย่างน่าชื่นชม มีการฉายให้เห็น ภาพร้ายของรัฐบาลที่ผ่านมาทุกวันจนทำให้บางครั้งอดนึกไม่ได้ว่า ทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาถึงได้ ร้ายขนาดนี้!!! ข่าวต่าง ๆ มีมากมายรายวันจนแทบไม่น่าเชื่อ ยังจำกันได้ไหมว่า 2 – 3 วันหลังการรัฐประหารก็มีข่าวการทุจริตเกี่ยวกับสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งกำลัง จะเปิดให้บริการว่า เกิดการทุจริตกันมากทุกรูปแบบ รันเวย์ร้าวและทรุดจนไม่น่าจะใช้การได้ แถมมีบางคนออกมาให้ข่าวว่าคงเปิดใช้สนามบินไม่ได้อีกแล้วและสมควรเก็บไว้ เป็น สุสานของอดีตนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่ผ่านมาด้วย!!! ส่วนกระบวนการตรวจสอบอื่น ๆ ก็ดู น่ากลัวทั้งนั้น ยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมือง ถูกสังคมประณามว่าทุจริตทั้ง ๆ ที่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการพิสูจน์ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่สร้างภาพลักษณ์ไม่ดีให้กับนักการเมืองในรัฐบาลที่ ผ่านมาจนแทบจะเรียกได้ว่า ไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดกันเลยทีเดียวครับ


เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะรัฐประหารก็สามารถเอาใครก็ไม่รู้มาร่างรัฐธรรมนูญได้ ดู ๆ แล้วไม่น่าเชื่อว่าจะทำอย่างนี้ได้กับกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตัวอย่างดี ๆ มีให้เห็นทั่วโลกก็ไม่เอามาใช้กลับสร้างแบบของตัวเองขึ้นมาเพื่อเป็นรัฐธรรมนูญที่มีมาตรา 309 พ่วงท้ายมาด้วย คงไม่มีที่ใดในโลกนี้อีกแล้วที่ทำอย่างนี้ได้ครับ! ด้วยเหตุนี้เอง ใครก็ไม่รู้ที่มาร่างรัฐธรรมนูญที่บางคนก็เข้ามาเพราะ มีตำแหน่งบางคนก็เข้ามาเพราะ มีพรรคพวกจึงช่วยกันผลิตรัฐธรรมนูญที่ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย ใหญ่รัฐบาลหรือแม้กระทั่งผู้เข้าไปร่างรัฐธรรมนูญด้วยบางคนต้องออกมาบอกกับประชาชนก่อนที่จะมีการออกเสียงประชามติว่า รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ทีหลังน่าอายไหมครับกับผลงานที่มีตำหนิ!!

เมื่อรัฐธรรมนูญที่มีตำหนิออกมาใช้บังคับ เกิดการเลือกตั้งขึ้น เกิดปัญหาจากบทบัญญัติที่หลาย ๆ มาตราในรัฐธรรมนูญนำมาซึ่งความวิกฤตต่าง ๆ ของบ้านเมืองที่ในวันนี้ อาจสรุปได้ว่าเป็นวิกฤตครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่ประเทศเราเคยมีมาก็ว่าได้ ผมจะขอพูดถึงวิกฤตต่าง ๆ เพียง 3 วิกฤตที่ผมคิดว่ามีความสำคัญและเป็นผลต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารอย่างคร่าว ๆ ก็แล้วกันนะครับ

วิกฤตแรกสำหรับผมก็คงเป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เราจะพบได้ในชีวิตประจำวันว่า เรามีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายกันมากรวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายที่มี หลายมาตรฐานด้วยครับ!! ลองสังเกตดูในช่วงชีวิตประจำวันก็ได้ ทางเท้าสำหรับคนเดินกลายเป็นที่จอดรถมอเตอร์ไซด์และเป็นที่ขายของ บนถนน รถเมล์และรถมอเตอร์ไซด์ซึ่งตามกฎหมายจะต้องวิ่งชิดขอบทางด้านซ้าย ก็ออกมาวิ่งเผ่นผ่านเต็มพื้นที่ถนนไปหมด สองตัวอย่างนี้แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าทั้งผู้อยู่ใต้กฎหมายและผู้รักษากฎหมายต่างก็ละเลยการบังคับใช้กฎหมายกันไปหมด ด้วยเหตุนี้เองที่เมื่อมีการจับพ่อค้าขายของปลอมแถวพัฒน์พงษ์ เราจึงเห็นภาพการขัดขืนการจับกุมและการบุกชิงของกลางที่อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้อย่างไม่สะทกสะท้านครับ! ส่วนเรื่องเก่า ๆ ที่หลายต่อหลายคนพูดถึงก็ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพูดถึงกันต่อไป การบุกยึดทำเนียบรัฐบาลและการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นความผิดที่ ร้ายแรงจนถึงวันนี้เราก็ยังหาตัวคนทำผิดมาลงโทษไม่ได้ แต่พอมีข่าวการตัดต่อเทปเสียงนายกรัฐมนตรี เพียงไม่กี่ชั่วโมงเราก็ทราบข้อมูลชัดเจนแล้วว่ามีการตัดต่อกี่จุด เอาเสียงเหล่านั้นมาจากไหน แถมยังรู้ไปไกลกว่านั้นอีกว่าทำและเผยแพร่มาจากที่ใดด้วยครับ นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คำว่า สองมาตรฐานเกิดขึ้นกับการบังคับใช้กฎหมายครับ


รวมความแล้ว สำหรับวิกฤตของการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายว่าอยู่คู่กับ ประเทศไทยมาจะครบ 3 ปีแล้ว และก็ยังมองไม่เห็นว่า ณ จุดใด เราจะมีการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้อง เป็นธรรมและยุติธรรม ดังเช่นที่นายกรัฐมนตรีได้เคยกล่าวถึงอยู่เสมอ ๆ ถึงการปกครองในระบบ นิติรัฐครับ!!


วิกฤตต่อมา ก็คงหนีไม่พ้นปัญหา อมตะที่เกิดขึ้นมาในประเทศไทยกว่า 50 ปีแล้ว และเรียกได้ว่าเป็น เหตุใหญ่ที่ใช้อ้างกันสำหรับการรัฐประหารแทบทุกครั้ง นั่นคือเรื่อง การทุจริตคอรัปชั่นครับ !!! การดำเนินการตรวจสอบของกระบวนการตรวจสอบทั้งหมดที่ถูกตั้งขึ้นโดยคณะรัฐ ประหารและโดยรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 ชี้ให้เห็นถึงการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้วางมาตรการต่อเนื่องที่เพียงพอในการป้องกันการทุจริตคอรัปชั่นที่จะเกิดขึ้นใหม่ ด้วยเหตุนี้เองที่เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ เราก็ได้ยินเรื่อง ปลากระป๋องเน่าที่ไม่รู้ว่าวันนี้ตรวจสอบไปถึงไหน ตกลงแล้วมีใครทุจริตหรือไม่ ตามมาด้วยการเช่ารถเมล์ 4,000 คันที่แพงยิ่งกว่าการซื้อหลายเท่าที่ไม่รู้เช่นกันว่าวันนี้ผลการพิจารณาไป ถึงไหน ปิดท้ายด้วยโครงการอภิมหาทุจริตชุมชนพอเพียงที่มีข่าวว่าเกิดการทุจริตจำนวนมากมายหลายโครงการย่อย ที่ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมากและประชาชนก็ได้ ของไม่ดีไปใช้ ที่ในวันนี้ก็เช่นเดียวกันที่เรื่องเงียบหายไปแล้ว ผมก็ไม่รู้ว่า 3 ตัวอย่างที่ผมเล่าให้ฟังนี้เขาเรียกว่า การทุจริตหรือไม่ครับ เพราะถ้าใช่ ก็คือการเอาเงินของประเทศชาติไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวที่น่าจะต้อง ลากคอคนทำผิดมาลงโทษ เช่นเดียวกับการที่เรา สะใจกับการลงโทษอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่ผ่านมาในข้อกล่าวหาเดียวกันนะครับ นอกเหนือจากการทุจริตที่เป็นตัวเงินและทรัพย์สินที่ กล่าวไปแล้ว วันนี้เราก็ยังคงพบการทุจริตรูปแบบดั้งเดิมที่ไม่ว่าจะรัฐประหารกันกี่ครั้ง ก็ไม่เห็นหมดสิ้นไปเสียที นั่นก็คือการใช้อำนาจเข้าไป แทรกแซงระบบราชการประจำที่บางคนพยายามเรียกว่า การทุจริตเชิงอำนาจลอง ดูเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายก็แล้วกันครับดูมีปัญหาไปหมดตั้งแต่การแต่งตั้ง ที่กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และในกระทรวงอีกบางกระทรวง รวมไปถึงหน่วยงานต่าง ๆ ด้วยที่เหมือนในหน่วยงานจะ ไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้า ขัดขืนด้วยเกรงว่า หากรัฐบาลอยู่ยาวตนเองจะลำบากครับ


หากการทุจริตคอรัปชั่นและการใช้อำนาจเข้าไปแทรกแซงระบบราชการประจำเป็น เงื่อนไขหลักที่ทำให้เกิดการรัฐประหารขึ้น ก็ขอให้ลองพิจารณาดูเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ในวันนี้ก็แล้วกันนะครับว่า เข้าเงื่อนไขที่จะทำการรัฐประหารแล้วหรือยัง?


วิกฤตสุดท้าย ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นวิกฤตใหญ่ที่ควรจะกล่าวถึงไปแล้วตั้งแต่ต้นแต่ก็ นำมากล่าวถึงเป็นวิกฤตสุดท้ายด้วยเหตุที่ว่า น่าจะเกิดปัญหาขึ้นเร็ว ๆ นี้ และปัญหาน่าจะรุนแรงเพราะเป็น วิกฤตสะสมที่ต่อเนื่องมาจากการรัฐประหารโดยตรงครับ นั่นก็คือวิกฤตรัฐธรรมนูญครับ


คงจำกันได้ว่า รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ทีหลังเป็นคำพูดที่แม้จะมีคนนำมาอ้างถึงมากแต่ในทางปฏิบัติก็เป็นไปไม่ได้สักครั้ง เพราะว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ตั้งหน้าตั้งตาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับ สาระที่จะขอแก้ไขเลย คนเหล่านั้นพยายามทำให้ภาพของรัฐธรรมนูญดูเป็นของ ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ที่ทุกคนต้องให้ความเคารพต่อรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็น สัญลักษณ์ของความเป็นประชาธิปไตย คนเหล่านั้นจึง คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญทุกครั้งที่มีการเสนอขอแก้ไขโดยไม่ฟังเสียงใด ๆ ทั้งสิ้นครับ


จริง ๆ แล้ว ผมเองก็เห็นด้วยกับการ ไม่แก้รัฐธรรมนูญในช่วงนี้เพราะเมื่อพิจารณาจากข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการสมานฉันท์แล้วก็ไม่เห็นว่าประชาชนหรือประเทศชาติจะได้ประโยชน์อะไรมากมายนัก คงมีเพียงนักเลือกตั้งและนักการเมืองเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แต่ถ้าหากจะแก้กันจริง ๆ แล้ว น่าจะต้องใช้เวลาพอสมควรที่จะศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาและหาทางสร้างกลไกในการควบคุมการใช้อำนาจของนักการเมืองให้ดีกว่านี้ ประเทศชาติก็จะได้ประโยชน์มากกว่าครับ


ดู ๆ ไปแล้ว หากเดาไม่ผิด เราคงต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปอีกนานทีเดียวครับ ก็ พลังหลัก” ในการคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็น พลังหลักที่ค้ำยันรัฐบาลอยู่ ยังไงเสียก็คงต้องฟังกันบ้าง ใช่ไหมครับ!!!


มีอะไรอีกมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมาหลังการรัฐประหารแต่ผมคงจะขอไม่กล่าวถึงแล้วครับ ในวันนี้หากจะประเมินผลการรัฐประหารคงไม่ยากที่จะให้คะแนน การรัฐประหารที่ผ่านมาถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเพราะแก้ปัญหาสำคัญของประเทศไม่ได้เลย และในทางกลับกันกลับสร้างปัญหาสำคัญขึ้นมาให้กับประเทศอีก นั่นก็คือความแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรงที่ดู ๆ แล้วน่าจะยากที่จะเยียวยาได้ในระยะเวลาอันสั้น ความล้มเหลวของการรัฐประหารยังแสดงออกมาโดยผ่านทางนักการเมืองหน้าเก่าที่แม้จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ก็สามารถส่ง ตัวแทนเข้ามาร่วมอยู่ในรัฐบาล ในองค์กรของรัฐต่าง ๆ แถมบางคนก็ยังมีบทบาทสูงในการ ชี้นำการเมืองของประเทศในวันนี้อย่างชัดเจนอีกด้วยครับ ส่วนการจัดการกับการทุจริตคอรัปชั่นทั้งที่เป็นทรัพย์สินเงินทองหรือเป็นการ ใช้อำนาจหน้าที่ก็เห็นได้ชัดว่า ล้มเหลวเพราะวันนี้ก็ยังมีอยู่และดูท่าทางจะ แยบยลกว่าเดิมอีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เป็นการกระทำที่ สูญเปล่าครับ


บทสรุปสำหรับ “3 ปีรัฐประหาร : ใครได้ใครเสียก็คือในวันนี้ระบบเศรษฐกิจของเราพังพินาศไปมาก สังคมมีความแตกแยกสูง การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมถอยลง การเมืองอ่อนแอ คงไม่ต้องบอกนะครับว่า ประเทศชาติได้รับความเสียหายจากการรัฐประหารไปมากน้อยเพียงใด ส่วนใครได้นั้น ก็คงต้องไปดูกันเอาเองจากตำแหน่งหน้าที่ ฐานะการงาน บทบาทต่าง ๆ ที่บางคนได้มาจากการสนับสนุนการรัฐประหาร จากการเป็น สนช. จากการเป็นเนติบริกร จากการเข้าไปช่วยร่างรัฐธรรมนูญ ลองพิจารณากันเอาเองแล้วกันครับ


ในวันนั้น หากไม่มีรัฐประหารเกิดขึ้นและปล่อยให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยแก้ปัญหาการ เมืองกันเอง ในวันนี้เราจะเป็นอย่างไร คงเป็นสิ่งที่ผมอยากให้เรา ลองมองดูบ้างครับ
ความผิดพลาด ครั้งใหญ่ของคณะรัฐประหารก็คือ เมื่อขึ้นมาแล้วไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่าง เด็ดขาดปัญหาต่าง ๆ จึงยังคงอยู่ครบทั้งหมด!!!

ขอแสดงความไว้อาลัยให้กับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ที่ถูกฆ่าทิ้งไป เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ครับ


ท้ายที่สุด ขอฝากคำถามถึงผู้สนับสนุนการรัฐประหาร ผู้เข้าไปช่วยเหลือการรัฐประหารและการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องต่อมาทั้งหมด รวมไปถึงผู้ที่เอาดอกไม้ไปแสดงความยินดีกับการรัฐประหารว่า คิดอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยวันนี้ หากมองด้วยสายตาที่เป็นธรรมคงเห็นต้องตรงกันนะครับว่าเป็น 3 ปีที่ประเทศเราต้องถอยหลังเข้าคลองไปมากครับ!