สำนวนลับบีบีซี 160 ล้านเข้ากระเป๋าบิ๊กกลุ่ม 16 พฤติกรรมฉาว ราเกซ กับ “เสือเตี้ย เสือตี๋ เสือยี้”
November 6th, 2009

เปิดละเอียดยิบความสัมพันธ์ ราเกซ-เกริกเกียรติ-นักการเมือง ส. และเส้นทางเงินกู้บีบีซีผ่าน2บริษัทเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวนักการเมือง 160ล้านโยงขบวนการปั๊ม น.ส.3.ก ฉาว !!
ภายหลังจากนายราเกซ สักเสนา ผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ (บีบีซี) ซึ่งหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศเมื่อสิบปีก่อน ถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา
การเดินทางกลับของนายราเกซได้นำมาซึ่งความยุ่งยากทางการเมือง เนื่องจากพ่อมดการเงินกุมข้อมูลความลับของนักการเมืองกลุ่ม 16 ที่ถูกระบุว่าร่วมมือกับนายราเกซ และ นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไซฟ่อนเงินออกจากบีบีซีหลายหมื่นล้านบาทจนนำไปสู่การพังทลายของแบงก์ขนาด ใหญ่ เมื่อสิบปีก่อน
พร้อมๆกับมีเสียงเรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐสอบสวนขยายผลเอาผิดนักการเมืองให้ได้
แต่ดูเหมือนพรรคประชาธิปัตย์แกนนำรัฐบาลซึ่งเคยมีบทบาทในการตรวจสอบนักการ เมืองกลุ่ม 16 ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2539 กลับเอามือซุกหีบ มากกว่าเทกแอคชั่น
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ซึ่งเคยอภิปรายอย่างดุดันถึงความหายนะของบีบีซีว่ามาจาก “เสือเตี้ย เสือตี๋ เสือยี้” กล่าวอ้อมๆแอ้มๆว่าเมื่ออภิปรายจบก็ถือว่าจบหน้าที่
ทำนองเดียวกับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ ยอมรับว่าข้อมูลสำคัญที่อยู่ในมือเป็นคำบอกเล่าของนายราเกซที่นายกอร์ ปศักดิ์ นายจุติ ไกรฤกษ์ และ นายพินิจ จารุสมบัติ เดินทางไปพบนายราเกซที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาคา เมื่อปี 2538 แต่ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานเอาผิดใครได้
มิต้องพูดถึงนักการเมืองกลุ่ม 16 ส่งคนใกล้ชิดออกมาปัดป้อง อย่างร้อนรน
นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย อดีตเคยได้รับมอบอำนาจรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องใน การกระทำผิดกรณีบีบีซี การันตีนายเนวิน ชิดชอบ เจ้านาย และ นายสุชาติ ตันเจริญ เพื่อนเจ้านายว่าเป็นเพียงลูกค้าธนาคาร ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริต
นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ”ว่า เป็นเรื่องยากที่จะดำเนินคดีอาญากับนักการเมืองในข้อหาร่วมกันทุจริตเนื่อง จากอาจขาดอายุความ ส่วนการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องกับบีบี ซี ในช่วงนั้นเป็นช่วงก่อนรัฐธรรมนูญปี 2540 อยู่ในช่วงกฏหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงนักการเมือง ไม่ได้บังคับให้นักการเมืองต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ป. ฉะนั้นการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินจึงกระทำไม่ได้
อย่างไรก็ตาม “ประชาชาติธุรกิจ”เปิดเส้นทางเงินกู้บีบีซีซึ่งปรากฏอยู่ในสำนวนคดีทุจริต ออก น.ส.3 ก. จังหวัดหนองคายมานำเสนอบางส่วนดังนี้
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2536 นักการเมือง ส. ได้ก่อตั้งบริษัท ซีล่าร์อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิส จำกัด ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท จำนวน 50,000 หุ้น ๆ ละ 100 บาท นักการเมือง ส. ถือหุ้นใหญ่ 27,500 หุ้น (55%) ที่เหลือ นายธนากร ปิติเสถียร น.ส.ปาริชาติ ชาลีเครือ นายเกษมสันต์ ศรีทองแท้ และ นางมะไข่ ซอร์
วันที่ 2 ธันวาคม 2536 บริษัท ซีลาร์ฯ เปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ บัญชีกระแสรายวัน 001-1-03362-0 จำนวนเงินขอเปิด 10,000 บาท การสั่งจ่ายเงินในบัญชี นายธนากร ปิติเสถียร และนายเกษมสันต์ ศรีทองแท้ เป็นผู้มีอำนาจลงนาม ทั้ง 2 คนในสมุดเช็ค พร้อมประทับตราบริษัท
กลางปี 2537 พยานจำนวนหนึ่งเห็นนักการเมือง ส. มาพบนายราเกซที่บีบีซี สำนักงานใหญ่ เชื่อว่ามาติดต่อขอกู้วงเงินระยะสั้นให้กับ บริษัทซีล่าร์ฯ และ บริษัทวินิเวศ
พยานคนหนึ่งให้การว่า นักการเมืองคนนั้นรู้จักกับนายราเกซมาก่อน โดยครอบครัวทางภรรยาของนายราเกซรู้จักกับครอบครัวของนักการเมืองรายนี้
วันที่ 10 พฤษภาคม 2537 พยานได้สั่งให้พยานอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นพนักงานประจำสำนักงานบริหารเงินและวิ เทศธนกิจ ทำบันทึกรายงานสรุปเรื่องขออนุมัติสินเชื่อให้กับ บริษัท ซีล่าร์ฯ ในวงเงิน 700 ล้านบาท พยานได้สั่งให้พยานคนหนึ่งติดต่อขอรายละเอียดกับนายเกษมสันต์
นายเกษมสันต์ได้นำรายละเอียดตต่างๆให้ แต่ไม่ได้ส่งรายละเอียด ผลการดำเนินงานของบริษัท เพราะเป็นบริษัทตั้งใหม่ ไม่มีผลการดำเนินงาน
บริษัทซีล่าร์ฯ อ้างว่าจะทำการซื้อหุ้นของบริษัท ฟีนิกซ์ พัลพ แอนด์ เพเพอร์ (PPPC) จำนวน 6 ล้านหุ้น หรือ คิดเป็น 5% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด โดยใช้หุ้นที่จะซื้อเป็นประกันจำนวนหนุ้นละ 45 บาท ที่เหลือจะใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน โดยที่ดินประเมินโดยบริษัทประเมินราคา หลักทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 600 ล้านบาท โดยให้จำนอง 71.6% ของมูลค่าคิดเป็นมูลค่าจำนอง 430 ล้านบาท
ปรากฏว่าพยานคนหนึ่งได้วิเคราะห์ข้อมูลและเสนอใบขออนุมัติสินเเชื่อแล้ว เสร็จในวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 (ภายในวันเดียว) แล้วนำเสนอพยานอีกคนหนึ่ง และเห็นควรอนุมัติเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2537 เช่นเดียวกัน
นายเกริกเกียรติได้มีความเห็น “อนุมัติตามเสนอและจดจำนองที่ดินให้เรียบร้อยภายใน 30วัน” ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2537
ข้อเท็จจริง เห็นได้ชัดว่า บริษัทซีล่ารฯกู้เงินจำนวน 700 ล้านบาทโดยไม่มีหลักประกัน แต่ผู้ลงนามขอกู้คือนายเกษมสันต์ และน.ส.ปาริชาติ ซึ่งถือหุ้นคนละ 500 หุ้นเท่านั้น และเป็นบริษัทตั้งใหม่ ประกอบกับขณะนั้นนักการเมืองส.ได้ถอนหุ้นออกจากบริษัทนี้ไปแล้วตั้งแต่วัน ที่ 8 ธ.ค. 2536 แต่นายเกษมสันต์ได้นำหนังสือผู้ถือหุ้นในขณะที่นักการเมือง ส. ถือหุ้น 55% มาเป็นข้อมูลในการขอกู้เงิน 700 ล้าน
สำหรับที่ดินที่บริษัทซีล่าร์ฯ ให้ ข้อมูลว่ามีที่ดินในอ.พรเจริญ จ.หนองคาย จำนวน 2,500 ไร่นั้น ขณะที่ขอกู้เงินจากบีบีซี ไม่ปรากฏว่ามีบริษัทซีล่าร์ฯมีที่ดิน จำนวนดังกล่าวอยู่ในอ.พรเจริญแต่อย่างไร แต่ได้นำที่ดินในเขตต.หนองหัวช้าง อ.พรเจริญ และ ต.คำแก้ว อ.โซ่พิสัย จ.หนิงคาย มาจดจำนองครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2537
ต่อมาวันที่ 29 มิถุนายน 2537 และ วันที่ 14 กันยายน 2537 บริษัทซีล่าร์ฯ ได้ซื้อที่ดินแล้วนำมาจดจำนองกับ บีบีซี รวมมูลค่า 430 ล้านบาท
สำหรับกระแสเงิน มีความเคลื่อนไหวก่อนมาก่อนหน้านี้
เริ่มจากวันที่ 18 มกราคม 2537 บริษัท ซีล่าร์ฯ จ่ายเช็คเลขที่ 0854763 จำนวน 18 ล้านบาท สั่งจ่ายนักการเมือง ส. เป็นการเบิกเงินเกินบัญชีโดยใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แล้วนักการเมือง ส. นำฝากเข้าบัญชีของตนเองที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาลาดพร้าว 25
จากนั้นทะยอยโอนอีก 9 ครั้ง
วันที่ 2-3 มีนาคม 2537 บริษัท ซีล่าร์ฯ สั่งจ่ายเช็ค เลขที่ 0854765 จำนวน 15 ล้านบาท และ เลขที่ 0854766 จำนวน 20 ล้านบาท สั่งจ่ายนักการเมือง ส. โดยใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติ แล้วนักการเมือง ส.นำฝากเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาลาดพร้าว 25
วันที่ 6 พฤษภาคม 2537 บริษัท ซีล่าฯ สั่งจ่ายเช็คเลขที่ จำนวน 6854767 15 ล้านบาท แล้วซื้อแคชเชียร์เช็ค สำนักงานใหญ่ เลขที่ สญ 0162803 โดยใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติ แล้วนักการเมือง ส. นำฝากเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทยสาขาลาดพร้าว 25
วันที่ 17 มิถุนายน 2537 บริษัท ซีล่าร์ฯสั่งจ่ายเช็ค เลขที่ 0854769 จำนวน 10 ล้านบาท ให้นักการเมือง ส. โดยใช้บัตรผ่านรายการของนายเกริกเกียรติ แล้วนักการเมือง ส. นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิการไทยสาขาลาดพร้าว 25
วันที่ 30 มิถุนายน 2537 บริษัท ซีล่าร์ฯสั่งจ่ายเช็คเลขที่ 0854771 จำนวน 20 ล้านบาท ให้นักการเมือง ส. แล้วนักการเมือง ส.นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว 25
วันที่ 4 กรกฎาคม 2537 บริษัท ซีล่ารฯ สั่งจ่ายเช็คเลขที่ 0854776 จำนวน 12.5 ล้านบาท ให้นักการเมือง ส. แล้วนักการเมือง ส.นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว 25
วันที่ 15 กรกฎาคม 2537 บริษัท ซีล่ารฯ สั่งจ่ายเช็คเลขที่ 1015861 จำนวน 20 ล้านบาท ให้นักการเมือง ส. แล้วนักการเมือง ส.นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว 25
วันที่ 27 กรกฎาคม 2537 บริษัท ซีล่ารฯ สั่งจ่ายเช็คเลขที่ 1015863 จำนวน 20 ล้านบาท ให้นักการเมือง ส. แล้วนักการเมือง ส.นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว 25
วันที่ 24 สิงหาคม 2537 บริษัท ซีล่ารฯ สั่งจ่ายเช็คเลขที่ 1015868 จำนวน 900,000 บาท ให้นักการเมือง ส. แล้วนักการเมือง ส.นำเข้าบัญชีตนเองที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาลาดพร้าว 25
สำหรับกรณีบริษัท วินิเวศ จำกัด
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2537 นักการเมือง ส.มาติดต่อขอสินเชื่อวงเงินกู้ระยะสั้น 220 ล้านบาท โดยจะนำหุ้นสามัญที่ซื้อจาก บริษัท เทคโนดลยี แอพพลิเคชั่น ประมาณ 10.4 ล้านหุ้น และที่ดิน มีราคาประเมินไม่ต่ำกว่า 157.2 ล้านบาท มาเป็นหลักทรัพย์คำประกัน นายเกริกเกียรติ อนุมัติวันที่ 18 กรกฎาคม 2537 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2537 บริษัทวินิเวศขอกู้เพิ่มอีก 102 ล้านบาท รวมวงเงินเดิม 322 ล้านบาท
ความเคลื่อนไหวทางการเงิน หลังจากบริษัทวินิเวศ เปิดบัญชีเมื่อวันที่ 28 กันายน 2537 วันเดียวกันบริษัทวินิเวศได้ถอนเงินสดและซื้อแคชเชียร์เช็คเข้าบัญชีคนใกล้ ชิด นักการเมือง ส. แล้วโอนเข้าบัญชีธนาคาร กสิกรไทยสาขาลาดพร้าว 25 จำนวน 15 ล้านบาท จากนั้นก็มีเงินเข้าบัญชีอีก 5 ครั้ง รวม 115 ล้านบาท และนักการเมือง ส. จำนวน 5 ล้านบาท
รวมกระเงินที่เข้าบัญชีนักการเมือง ส. จาก 2 บริษัท ประมาณ 161 ล้านบาท
เงินบางส่วนถูกโอนเข้าบัญชีเงินฝากนักการเมืองคนหนึ่งใน จ.หนองคาย (ปัจจุบันสังกัดพรรคเพื่อไทย) เป็นค่าที่ดิน และ ปั๊มน.ส.3 ก. โดยใช้วิธียักย้ายถ่ายเทเงิน
ข้อมูลระบุว่า ประมาณกลางเดือนสิงหาคม หลังจากออก.น.ส.3 ก.เสร็จ เกิดปัญหา “อมเงินค่าที่ดิน” ทำให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งเหมารถตู้จากหนองคายไปที่กรุงเทพฯ เพื่อทวงถามเงินค่าที่ดินจากนักการเมือง ส.
ปรากฏว่านอกจากเจอนักการเมือง ส. แล้วยังเจอนักการเมืองอีก 2 นั่ง หารืออยู่ที่บ้านหลังนั้นด้วย คือ “เสือยี้” นักการเมือใหญ่ กับ “เฉลิมชัย”
ช่วงหนึ่งของการสนทนาเรื่องค่าที่ดิน นักการเมือง ส. ตรวจดูบัญชีรายชื่อชาวบ้านและยื่นเอกสารใส่หน้า “เฉลิมชัย” และพูดด้วยเสียงดังว่า “เงินนี้กูเบิกมาให้แล้ว มึงทำไมไม่จ่ายให้หมด อย่าลืมว่ารัฐมนตรียิงคนมีความผิดไหม”
และกำชับว่า “ในวันจันทร์หน้าต้องจ่ายให้เขาให้หมด”
เสียงตอบจาก”เฉลิมชัย” คือ “ครับพี่”
นี่คือข้อมุลที่ปรากฎในคดีทุจริตที่ดินหนองคาย
น่าเสียดายในช่วงนั้นคดีนี้ถูกแรงกดดันทางการเมืองจนไม่สามารถออกหมายจับนักการเมืองคนนั้นได้
ปัจจุบันนักการเมืองคนนี้เป็นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลและมีคนใกล้ชิดนั่งเก้าอี้โตในรัฐบาลมาร์ค
รัฐบาลที่ประกาศ กฎเหล็ก 9 ประการ แต่คนรอบข้างมีกลิ่นตุๆ
![]()
