นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการต่างประเทศให้ยุติหรือเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยูระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ไทยและกัมพูชา อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ซึ่งนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงต่อ สื่อมวลชนว่า สาเหตุที่ยกเลิกเอ็มโอยูนี้ เพราะเห็นว่าลงนามมาถึง 8 ปี แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ประกอบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รับเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับ สมเด็จฯฮุน เซน และรัฐบาลกัมพูชา อาจทำให้มีผลต่อการพิจารณาดำเนินการตาม MOU “ผมขอยืนยันว่า ครม.ได้พิจารณารอบด้าน โดยได้หารือหลายฝ่าย ทั้งตัวแทนกระทรวงการต่างประเทศ อาทิ ประธานฝ่ายไทย คณะกรรมาธิการเขตแดน (เจบีซี) ไทย-กัมพูชา อธิบดีกรมสนธิสัญญา รวมทั้งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในด้าน อื่นๆ”

ถ้าเป็นไปตามคำรับรองของโฆษกรัฐบาลก็เป็นเรื่องดีทั้งในแง่ ไทยไม่เสียผลประโยชน์หรือตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และในแง่ที่ความสัมพันธ์ของไทยกัมพูชาไม่เสื่อมทรามจนสร้างความเดือดร้อนและ ความเสียหายในด้านต่างๆ แต่จนถึงวันนี้ ประชาชนคนไทยก็ยังไม่ได้รับรู้อย่างเป็นกิจจะลักษณะจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าบันทึกความเข้าใจหรือเอ็มโอยู ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลบริเวณอ่าวไทยซึ่งมีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มูลค่ามหาศาล ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ขอยกเลิกนั้น จะยกเลิกได้หรือไม่หากรัฐบาลกัมพูชาไม่เห็นพ้องด้วย หรือถ้าหากยกเลิกได้จริงๆ จะเกิดผลดีต่อประเทศไทยอย่างไร หรือว่า สุดท้ายแล้วไทยจะต้องตกเป็นฝ่ายเสียบรัฐบาลกัมพูชา

นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ผู้ที่ไปลงนามร่วมกับฝ่ายกัมพูชาในเอ็มโอยูฉบับดังกล่าว ได้ตั้งข้อสังเกตุว่า การยกเลิกเอ็มโอยู ถามว่าจะมีประโยชน์อะไร “ถ้าเราไม่อยากเจรจา เราก็ไม่ต้องเรียกประชุม เราก็ประกาศว่าตอนนี้เราประท้วง เราหยุดการเจรจา ก็แสดงเจตนารมณ์ไป ไม่ต้องยกเลิกเอ็มโอยู ความจริงไม่มีการเจรจามา 2 ปีแล้ว เพราะไม่ถูกกันและ 8 ปีที่ผ่านมาก็ยังตกลงกันไม่ได้เลย ยกเว้นเรื่องสำคัญซึ่งผมไม่เคยพูดที่ไหนมาก่อนเพราะฝ่ายกัมพูชาขอเอาไว้…”

สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาขอไว้ไม่ให้นายสุรเกียรติ์พูด ได้ถูกเปิดเผยออกมาแล้วจากปากนายสุรเกียรติ์เมื่อ 2 วันก่อน เป็นเรื่องของ แผนผังที่อยู่ด้านหลังเอ็มโอยูนี้ กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ในสิ่งที่ต้องการ นั่นคือ ในการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยเรื่องการเจรจาเส้นเขตแดนทางทะเลทางฝ่าย กัมพูชาขีดเส้นบริเวณผ่านเกาะกูดว่าเป็นของกัมพูชา แต่นายสุรเกียรติ์แย้งว่าเป็นไปไม่ได้อย่างไรในเมื่อเกาะกูดเป็นของไทย แต่พอลงน้ำกลับเป็นของกัมพูชาจนสมเด็จฯฮุน เซน บอกกับตนว่า ตกลงเรื่องอธิปไตยเกาะกูดยอมรับว่าเป็นของไทย ยอมปลดข้อเรียกร้อง จากนั้นก็ส่งแผนที่มาลากเส้นใหม่ “นั่นคือสิ่งที่เราได้เก็บใส่กระเป๋ามาแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศเพราะเขาบอกว่าเดี๋ยวผู้ใหญ่ฝ่ายเขาไม่พอใจ เอาให้เจรจาจบก่อนค่อยประกาศ ดังนั้น การยกเลิกเอ็มโอยู มันทำให้ของดีของเรา 3-4 ข้อหายไปด้วย ซึ่งกว่าจะได้มาก็แทบแย่ ถามว่าเราดูรอบคอบแล้ว หรือจู่ๆ จะเอาประโยชน์ของเราทิ้งน้ำไปทำไม เพราะถ้าทำอย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการปลดล็อคกัมพูชา เขาก็แฮปปี้…”

การเปิดเผย “ความลับ” บางประการของนายสุรเกียรติ์เป็นคำถามที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์โดยเฉพาะกระทรวง การต่างประเทศในฐานะมีข้าราชการไปประชุมคณะกรรมการที่มีตัวแทนกัมพูชาเข้า ร่วมจะต้องออกมาอธิบายเพื่อความสร้างเข้าใจและความสบายใจของประชาชนคนไทย ทั้งประเทศว่าการยกเลิกเอ็มโอยูจะไม่เกิดผลเสียกับประเทศ แทนที่จะคอยฟังแต่การให้สัมภาษณ์หรือออกแถลงการณ์โต้ตอบกันไปมาของนักการ เมืองในประเทศไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำรัฐบาลไทย ผู้นำรัฐบาลกัมพูชา ฯลฯ ด้วยภาษาการเมืองแล้วก็เถียงกันว่าใครคือต้นเหตุของปัญหาซึ่งไม่รู้จะไปสิ้น สุดที่ตรงไหน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ มาตรการตอบโต้ใดๆ ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ข้าราชการประจำโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศต้องเป็น “เสาหลัก” ที่จะต้องรับผิดชอบเพราะถือเป็นฝ่ายปฏิบัติโดยตรงและรู้เรื่องมากที่สุด ดังนั้น จึงนิ่งเงียบไม่ได้ เพราะประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน

Ref; matichon.co.th

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.